[NEW] ทฤษฎีเข็มฉีดยา Hypodermic needle Theory ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร กระบวนการเลือกรับข่าวสาร | คีช – PINKAGETHAILAND

คีช: นี่คือโพสต์ที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อนี้

ทฤษฎีเข็มฉีดยา” (Hypodermic needle Theory)

ทฤษฏีนี้เชื่อว่า “เนื้อหาข่าวสารแบบหนึ่งเข้าไปยังกลุ่มผู้รับสารทุกกลุ่ม
ซึ่งเปิดรับสารด้วยวิธีการเดียวกัน และสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างฉับพลัน
และโดยตรงอย่างที่ผู้ส่งสารตั้งใจเอาไว้” เชื่อว่า ผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุดเพราะสามารถกำหนดข่าวสาร และส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร (Media exposure)
โจเซฟ ที แคลปเปอร์ (Klapper, J.T., 1960: 19-25) ได้กล่าวไว้ว่า
กระบวนการเลือกรับข่าวสารหรือเปิดรับข่าวสารเปรียบเสมือน เครื่องกรองข่าวสาร ในการรับรู้ของมนุษย์
ซึ่งประกอบด้วยการกลั่นกรอง 4 ขั้น ตามลำดับดังต่อไปนี้

1. การเลือกเปิดรับ (Selective Exposure)
เป็นขั้นแรกในการเลือกช่องทางการสื่อสารบุคคลจะเลือกเปิดรับสื่อและข่าวสารจาก
แหล่งสารที่มีอยู่ด้วยกันหลายแหล่ง เช่น การเลือกซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่ง
เลือกเปิดวิทยุกระจายเสียงสถานีใดสถานีหนึ่งตามความสนใจ และความต้องการ ของตน
อีกทั้งทักษะและความชำนาญ ในการรับรู้ข่าวสารของคนเรานั้นก็ต่างกัน บางคนถนัดที่จะฟังมากกว่าอ่าน
ก็จะชอบฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์มากกว่า อ่านหนังสือเป็นต้น

2. การเลือกให้ความสนใจ (Selective Attention)
ผู้เปิดรับข่าวสารมีแนวโน้มที่จะเลือกสนใจข่าวจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง โดยมักเลือกตามความคิดเห็น
ความสนใจของตน เพื่อสนับสนุนทัศนคติเดิมที่มีอยู่ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจหรือ ทัศนคติเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะทางจิตใจที่ไม่สมดุลหรือมีความไม่สบายใจ ที่เรียกว่า
ความไม่สอดคล้องทางด้านความเข้าใจ (Cognitive Dissonance)

3. การเลือกรับรู้และตีความหมาย (Selective Perception and Interpretation)
เมื่อบุคคลเปิดรับข้อมูลข่าวสารแล้ว ก็ใช่ว่าจะรับรู้ข่าวสารทั้งหมดตามเจตนารมณ์ของผู้ส่งสารเสมอไป เพราะคนเรามักเลือกรับรู้และตีความหมาย สารแตกต่างกันไป ตามความสนใจทัศนคติ ประสบการณ์ ความเชื่อ ความต้องการ ความคาดหวัง
แรงจูงใจ สภาวะทางร่างกาย หรือสภาวะทางอารมณ์ และจิตใจ
ฉะนั้นแต่ละคนอาจตีความเฉพาะข่าวสารที่สอดคล้องกับลักษณะส่วนบุคคลดังกล่าว
นอกจากจะทำให้ข่าวสารบางส่วน ถูกตัดทิ้งไปยังมีการบิดเบือนข่าวสาร ให้มีทิศทางเป็นที่น่าพอใจของแต่ละบุคคลด้วย

4. การเลือกจดจำ (Selective Retention) บุคคลจะเลือกจดจำข่าวสารในส่วนที่ตรงกับความสนใจ
ความต้องการ ทัศนคติ ฯลฯ ของตนเอง และมักจะลืมหรือไม่นำไป ถ่ายทอดต่อในส่วนที่ตนเองไม่สนใจ
ไม่เห็นด้วย หรือเรื่องที่ขัดแย้งค้านกับความคิดของตนเอง ข่าวสารที่คนเราเลือกจดจำไว้นั้น
มักมีเนื้อหาที่จะช่วยส่งเสริม หรือสนับสนุนความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ค่านิยม
หรือความเชื่อของแต่ละคนที่มีอยู่เดิม ให้มีความมั่นคงชัดเจนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงยากขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ในโอกาสต่อไป
ส่วนหนึ่งอาจนำไปใช้เมื่อเกิดความรู้สึกขัดแย้ง และมีสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจขึ้น

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (Cognitive dissonance)

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (cognitive dissonance) เป็นทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์ (human motivation) ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า ปัญหาทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากความคิดที่ขัดแย้งกัน (contradiction cognition) ทฤษฎีนี้ระบุว่า การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ เราไม่พึงพอใจ กระตุ้นให้เราเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแรกโดย ลีออง เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิยาสังคม เขากล่าวถึงมันไว้ว่า:

ความไม่ลงรอย (dissonance) และความลงรอยกัน (consonance) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของการรู้คิด ซึ่งรวมถึง ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความรู้เกี่ยวกับการกระทำและความรู้สึกของตนเอง ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือทั้งสองอย่างข้างต้น จะเกิดความไม่ลงรอยกัน หากพวกมันไม่สามารถเข้ากันได้พอดี หรือหากมันไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน หรือความคิดหนึ่งไม่ยอมตามอีกความคิดหนึ่ง (Festinger, 1956: 25)

เขาระบุว่ามีแนวทาง 3 อย่างที่ใช้จัดการกับความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (แต่เขาไม่ได้บอกว่าแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้เหมือนกัน)

 

1. เราอาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ไม่ลงรอยกัน

2. เราอาจจะพยายามหาข้อมูลหรือความเชื่อใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความลงรอยกันของการรู้คิด และลดความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้น

3. เราอาจจะพยายามลืมหรือลดความสำคัญของความคิดเหล่านั้นที่ไม่ลงรอยกัน (Festinger, 1956: 25 – 26)

ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่รู้ว่าการสูบบุหรี่เป็นนิสัยที่ไม่ดี พวกเขาพยายามหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยมองหาข้อดีของการสูบบุหรี่ พวกเขาบอกกับตนเองว่า การสูบบุหรี่ช่วยควบคุมน้ำหนัก และอันตรายจากสุขภาพที่เกิดจากการมีน้ำหนักเกินร้ายแรงกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก แต่บางคนก็เลิกสูบบุหรี่ พวกเราส่วนใหญ่ฉลาดพอที่จะใช้สมมติฐานเฉพาะกาล (ad hoc hypothesis) หรือการหาเหตุผลให้กับตนเอง เพื่อปกป้องความเชื่อที่เรายึดถือ

คำถามที่ว่าทำไมพวกเราไม่สามารถนำความฉลาดนี้มาใช้ได้ตลอดไม่สามารถอธิบายได้จากความคิดที่ว่า พวกเราหาเหตุผลให้กับตนเองเพราะว่า พวกเราพยายามลดหรือขจัดความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ผู้คนที่แตกต่างกันก็ใช้วิธีการจัดการกับปัญหาทางจิตใจที่แตกต่างกัน บางวิธีการดูสมเหตุสมผลมากกว่าวิธีการอื่น ดังนั้น ทำไมคนบางคนจึงมีความสามารถในการจัดการกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ในขณะที่บางคนไม่มี?

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิดถูกเรียกว่า “เพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ควบคุมจิตใจ” (mind controller’s best friend) (Levine 2003: 202). จากการพิจารณาการไม่ลงรอยกันของการรู้คิดอย่างคร่าวๆ แสดงให้เห็นว่า ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การไม่ลงรอยกันของความรู้คิด แต่อยู่ที่วิธีการที่คนเราใช้จัดการกับมัน บางคนใช้วิธีการควบคุมผู้อื่นเมื่อหลักฐานที่ปรากฏขัดแย้งกันกับความเชื่อของพวกเขา

ตัวอย่างเช่น แมเรียน คีช (Marian Keech) ผู้นำลัทธิยูเอฟโอ (UFO cult) ในทศวรรษ 1950 เธออ้างว่าได้รับข้อความจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือรู้จักกันในชื่อ เดอะการ์เดียน (The Gardians) ผ่านการเขียนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว (automatic writing) เช่นเดียวกับเรื่องเล่าประตูสวรรค์ (Heaven’s Gate folks) เมื่อ 40 ปีก่อน คีชและสาวก ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ The Seekers or The Brotherhood of the Seven Rays กำลังเฝ้าคอยการถูกรับตัวไป จากจานบิน ในคำทำนายของคีช กลุ่มของเธอ 11 คนจะได้รับการปกป้องจากการที่โลกถูกทำลายโดยน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 1954 เมื่อปรากฎว่า ไม่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นและไม่มีการปรากฎตัวของเดอะการ์เดียน

คีชมีความสุขอย่างยิ่ง เธอบอกว่า เธอเพิ่งได้รับข้อความผ่านโทรจิต (telepathic) จากเดอะการ์เดียน บอกว่ากลุ่มของเธอได้เผยแพร่แสงสว่างด้วย ความศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ พระเจ้าจึงอภัยให้โลกพ้นจากหายนะ (Levine 2003: 206)

ที่สำคัญก็คือ สาวกทั้งหลายไม่ได้ทอดทิ้งเธอ สาวกส่วนใหญ่ได้อุทิศตัวมากขึ้นหลังจากที่คำทำนายไม่เป็นความจริง (มีเพียง 2 คนที่ออกจากกลุ่ม หลังจากโลกไม่ได้ถูกทำลาย) “สาวกส่วนใหญ่ไม่เพียงแค่อยู่ในกลุ่มต่อไปเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่มองว่า คำทำนายของคีชถูกต้องมาโดยตลอด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง (true believer)” (อ้างแล้ว)**. บางคนมีอาการแปลกประหลาดเกิดขึ้นเพื่อปฎิเสธความไม่ลงรอยกันระหว่างความเชื่อที่พวกเขายึดถือกับความจริง แต่ทำไมคนเราจึงแปลความหมาย สิ่งปรากฎเดียวกันไปคนละอย่างล่ะ?

The Seeker จะไม่รอคอยจานบินหากพวกเขาคิดว่า มันอาจจะไม่มา ดังนั้น เมื่อมันไม่มา เราอาจจะคิดว่า ผู้ที่คิดได้ก็คงจะมองเห็นความผิดพลาด ในคำกล่าวอ้างของคีชว่ามันจะมา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คิดไม่ได้ก็แสดงความไม่สามารถในการคิดออกมาโดยการอุทิศตัวให้กับคีช ความเชื่อของพวกเขาที่ว่า จานบินจะมารับวางอยู่บนความศรัธทา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่นเดียวกัน ความเชื่อของพวกเขาที่ว่า ความล้มเหลวของคำทำนายไม่ควรถูกนำมา ใช้ต่อต้านความเชื่อของพวกเขา เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของศรัทธา. ด้วยความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ มันอาจมองดูไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างหลักฐาน เพื่อจูงใจคนที่เชื่อในทางที่ผิด ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง แต่อยู่ที่การอุทิศตนให้กับใครคนหนึ่ง การอุทิศตนดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สุดของผู้ทำนายก็ถูกมองว่า สมเหตุสมผล มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับผู้คนที่อุทิศตนให้กับผู้อื่น โดยพวกเขาจะให้เหตุผลและละเลยการข่มเหง (abuse) ทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างสุดขั้วของผู้นำลัทธิ (หรือคู่รัก แฟน) หากพื้นฐานความเชื่อของคนเราคือ ศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งมีรากฐานมาจากการอุทิศตนให้กับบุคคลิกภาพที่มีพลังอำนาจ จากนั้นทางเลือกเดียว ที่คนเรามีอยู่เมื่อเผชิญกับหลักฐานที่อาจจะทำลายศรัทธาของพวกเขาคือการมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล จนกว่าศรัทธาของพวกเขาจะไม่แข็งแกร่งเพียงพอ คำถามที่น่าสนใจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด แต่เกี่ยวกับศรัทธา อะไรในตัวคีชที่ทำให้คนบางคนศรัทธาในตัวเธอและอะไรในคนเหล่านี้ที่ทำให้พวกเขาถูกคีชชักจูงได้ง่าย? และอะไรคือความแตกต่างของคนสองคนที่ออกจากกลุ่มไป?

See also  HAPPY BIRTHDAY-เบิร์ดเดย์สามช่ามันๆ/Coco Smile | happy birthday น่า รัก ๆ

“งานวิจัยแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัย 3 อย่างที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการชักจูงใจ (persuasiveness): ความมีอำนาจ (authority) ความซื่อสัตย์ (honesty) และความเป็นที่ชื่นชม (likeability) (อ้างแล้ว หน้า 31) นอกจากนี้ หากบุคคลดังกล่าวมีลักษณะทางกายภาพที่ดึงดูดใจ พวกเรามีแนวโน้มที่จะชอบคนๆ นั้น และยิ่งเราชอบเขามากเท่าใดเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือเขามากเท่านั้น. (อ้างแล้ว หน้า 57). งานวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “คนเราจะถูกมองว่าน่าเชื่อถืออย่างยิ่งเมื่อพวกเขาใช้การสบสายตาและพูดด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรก็ตาม” (อ้างแล้ว หน้า 33)

ดังที่โรเบิร์ต เลไวน์ (Robert Levine) ระบุไว้ “การศึกษาได้ค้นพบลักษณะร่วมเล็กๆ ที่น่าประหลาดใจในประเภทของบุคลิกภาพของผู้ที่เข่าร่วมลัทธิ. คือ ไม่มีลักษณะบุคลิกภาพอย่างหนึ่งอย่างใดร่วมกัน.” (อ้างแล้ว หน้า 144) ข้อเท็จจริงนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเลไวน์. ตอนที่เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับลัทธิ เขาบอกว่า “ลักษณะที่ผู้ที่เข้าร่วมลัทธิส่วนใหญ่มีร่วมกันก็คือเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ (psychological misfit) หรือพวกคลั่งศาสนา (religious fanatics)” (อ้างแล้ว หน้า 81). สิ่งที่เขาได้ค้นพบแทนก็คือสาวกของลัทธิจำนวนมากถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่เรียกว่าชุมชนแห่งความรัก (loving community). เรื่องขบขัน (irony) อย่างหนึ่งเกี่ยวกับลัทธิก็คือ กลุ่มพิลึกๆ (craziest group) เหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ที่จิตใจเอื้ออาทร. (อ้างแล้ว หน้า 83) เลไวน์กล่าวว่า จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิหนึ่ง เป็น “สุดยอดนักขาย (supersaleman) ผู้ซึ่งใช้กฎทุกข้อของการดึงดูดใจ” (อ้างแล้ว หน้า 213) เขามีอำนาจ ซื่อสัตย์ และเป็นที่ชื่นชม. สามารถกล่าวได้ทำนองเดียวกันในกรณีของคีช. นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าสาวกของลัทธิจำนวนมากได้สร้างตัวแทนของครอบครัว (surrogate family) และตัวแทนของแม่ (surrogate mother) หรือตัวแทนของพ่อ (surrogate father) หรือตัวแทนของทั้งสองขึ้นมาในตัวของผู้นำลัทธิ.

นอกจากนี้ ควรจำไว้ด้วยว่าในกรณีส่วนใหญ่ คนเราไม่ได้มีความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงชั่วข้ามคืน. พวกมันใช้เวลาในการค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น. (อ้างแล้ว บทที่ 7) คงไม่มีใครเข้าร่วมลัทธิหากมีเสียงบอกว่า “ตามข้าพเจ้ามา ดื่มยาพิษที่มีรสชาติดีแก้วนี้และฆ่าตัวตายซะ” ยังไม่มีใครในลัทธิดื่มยาพิษและสาวกของคีช 2 คนก็ออกจากลัทธิเมื่อคำทำนายไม่เป็นความจริง. พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? คำอธิบายดูเหมือนจะง่ายๆ ก็คือ ศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อผู้นำลัทธิไม่แข็งแกร่งน่ะสิ. ดังที่เฟสติงเกอร์ระบุไว้ สองคนที่ออกจากคีช (Kurt Freund และ Arthur Bergen) เริ่มต้นด้วยความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อย. (Festinger 1956: 208)

แม้กระทั่งผู้ที่เข้าใจผิดว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเริ่มต้นมาจากความคิดและความเชื่อมั่นของพวกเขาที่ค่อยๆ ขยายมากขึ้นไปสู่จุดที่ไม่สมเหตุสมผล. เรย์ ไฮแมน (Ray Hyman) นักจิตวิทยา ได้เสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด และวิธีการที่ผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง (chiropractor) คนหนึ่งใช้จัดการกับมัน

(ตัวอย่าง – ผมคิดว่ายาวเกินไปจึงไม่ได้แปล เป็นประสบการณ์ของ เรย์ ไฮแมน ในการเข้าร่วมการทดสอบน้ำตาลที่ดีกับน้ำตาลที่ไม่ดีของผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง สุดท้ายการทดสอบไม่ได้ผล แทนที่ผู้ทดลองจะยอมรับ แต่กลับไปโทษว่าเป็นเพราะวิธีการทางวิทยาศาสตร์)

สิ่งที่แยกแยะการให้เหตุผลของผู้บำบัดโรคฯ ออกจากสาวกของลัทธิคือ การให้เหตุผลของสาวกของลัทธิวางอยู่บนพื้นฐานศรัทธาและการอุทิศตนให้กับคุรุหรือผู้ทำนาย แต่ของผู้บำบัดโรคฯ วางอยู่บนข้อเท็จจริงจากประสบการณ์. จะไม่มีความเชื่อที่ผิดหากผู้เชื่อไม่ยอมให้มันผิด. ไม่มีอะไรที่ต่อต้านพวกเขาได้. ผู้ที่วางความเชื่อของพวกเขาบนพื้นฐานของประสบการณ์และสิ่งที่พวกเขายึดว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (เช่น หมอดู [astrologer] คนอ่านลายมือ [palm reader] คนทรง [medium] ฯลฯ รวมถึงผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง) ได้สร้างข้ออ้างในการเต็มใจที่จะทดสอบความเชื่อของพวกเขา. ปัญหาเดียวก็คือการยอมรับการทดสอบแนวคิดของพวกเขาเพื่อพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็น. นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเรียกความเชื่อของพวกเขาว่าวิทยาศาตร์เทียม (pseudoscience). พวกเขาไม่กล่าวถึงความเชื่อของสาวกลัทธิว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่เรียกมันว่าศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผล (faith-based irrationality).

แปลจาก The Skeptic’s Dictionary. http://www.skepdic.com/cognitivedissonance.html

หมายเหตุ

* คำว่า cognitive หรือ cognition มีคำแปลเป็นไทยว่า “พุทธิปัญญา” ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยสื่อความหมายเท่าไร แต่หาคิดคำอื่นที่ความหมายดีกว่าไม่ได้ ในที่นี้ผมขอใช้คำว่า “การรู้คิด” แทน ซึ่งแม้จะไม่ครอบคลุมแต่ฟังดูเข้าใจง่ายกว่าแทนไปก่อน (แต่ก็ยังเข้าใจยากอยู่ดี)

** คำว่า “อ้างแล้ว” ของผู้เขียน หมายถึง การอ้างจากงานของ Robert Levine ที่ชื่อ The Power of Persuasion – How We’re Bought and Sold

[NEW] ทฤษฎีเข็มฉีดยา Hypodermic needle Theory ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร กระบวนการเลือกรับข่าวสาร | คีช – PINKAGETHAILAND

ทฤษฎีเข็มฉีดยา” (Hypodermic needle Theory)

ทฤษฏีนี้เชื่อว่า “เนื้อหาข่าวสารแบบหนึ่งเข้าไปยังกลุ่มผู้รับสารทุกกลุ่ม
ซึ่งเปิดรับสารด้วยวิธีการเดียวกัน และสามารถก่อให้เกิดผลลัพธ์อย่างฉับพลัน
และโดยตรงอย่างที่ผู้ส่งสารตั้งใจเอาไว้” เชื่อว่า ผู้ส่งข่าวสาร เป็นผู้มีอำนาจ และบทบาทสำคัญที่สุดเพราะสามารถกำหนดข่าวสาร และส่งข่าวสารไปยังผู้รับ โดยการคาดคะเนผลที่จะเกิดขึ้นได้

ทฤษฎีเกี่ยวกับการเปิดรับข่าวสาร (Media exposure)
โจเซฟ ที แคลปเปอร์ (Klapper, J.T., 1960: 19-25) ได้กล่าวไว้ว่า
กระบวนการเลือกรับข่าวสารหรือเปิดรับข่าวสารเปรียบเสมือน เครื่องกรองข่าวสาร ในการรับรู้ของมนุษย์
ซึ่งประกอบด้วยการกลั่นกรอง 4 ขั้น ตามลำดับดังต่อไปนี้

1. การเลือกเปิดรับ (Selective Exposure)
เป็นขั้นแรกในการเลือกช่องทางการสื่อสารบุคคลจะเลือกเปิดรับสื่อและข่าวสารจาก
แหล่งสารที่มีอยู่ด้วยกันหลายแหล่ง เช่น การเลือกซื้อหนังสือพิมพ์ฉบับใด ฉบับหนึ่ง
เลือกเปิดวิทยุกระจายเสียงสถานีใดสถานีหนึ่งตามความสนใจ และความต้องการ ของตน
อีกทั้งทักษะและความชำนาญ ในการรับรู้ข่าวสารของคนเรานั้นก็ต่างกัน บางคนถนัดที่จะฟังมากกว่าอ่าน
ก็จะชอบฟังวิทยุ ดูโทรทัศน์มากกว่า อ่านหนังสือเป็นต้น

2. การเลือกให้ความสนใจ (Selective Attention)
ผู้เปิดรับข่าวสารมีแนวโน้มที่จะเลือกสนใจข่าวจากแหล่งใดแหล่งหนึ่ง โดยมักเลือกตามความคิดเห็น
ความสนใจของตน เพื่อสนับสนุนทัศนคติเดิมที่มีอยู่ และหลีกเลี่ยงสิ่งที่ไม่สอดคล้องกับความรู้ความเข้าใจหรือ ทัศนคติเดิมที่มีอยู่แล้ว เพื่อไม่ให้เกิดภาวะทางจิตใจที่ไม่สมดุลหรือมีความไม่สบายใจ ที่เรียกว่า
ความไม่สอดคล้องทางด้านความเข้าใจ (Cognitive Dissonance)

3. การเลือกรับรู้และตีความหมาย (Selective Perception and Interpretation)
เมื่อบุคคลเปิดรับข้อมูลข่าวสารแล้ว ก็ใช่ว่าจะรับรู้ข่าวสารทั้งหมดตามเจตนารมณ์ของผู้ส่งสารเสมอไป เพราะคนเรามักเลือกรับรู้และตีความหมาย สารแตกต่างกันไป ตามความสนใจทัศนคติ ประสบการณ์ ความเชื่อ ความต้องการ ความคาดหวัง
แรงจูงใจ สภาวะทางร่างกาย หรือสภาวะทางอารมณ์ และจิตใจ
ฉะนั้นแต่ละคนอาจตีความเฉพาะข่าวสารที่สอดคล้องกับลักษณะส่วนบุคคลดังกล่าว
นอกจากจะทำให้ข่าวสารบางส่วน ถูกตัดทิ้งไปยังมีการบิดเบือนข่าวสาร ให้มีทิศทางเป็นที่น่าพอใจของแต่ละบุคคลด้วย

4. การเลือกจดจำ (Selective Retention) บุคคลจะเลือกจดจำข่าวสารในส่วนที่ตรงกับความสนใจ
ความต้องการ ทัศนคติ ฯลฯ ของตนเอง และมักจะลืมหรือไม่นำไป ถ่ายทอดต่อในส่วนที่ตนเองไม่สนใจ
ไม่เห็นด้วย หรือเรื่องที่ขัดแย้งค้านกับความคิดของตนเอง ข่าวสารที่คนเราเลือกจดจำไว้นั้น
มักมีเนื้อหาที่จะช่วยส่งเสริม หรือสนับสนุนความรู้สึกนึกคิด ทัศนคติ ค่านิยม
หรือความเชื่อของแต่ละคนที่มีอยู่เดิม ให้มีความมั่นคงชัดเจนยิ่งขึ้น และเปลี่ยนแปลงยากขึ้น เพื่อนำไปใช้เป็นประโยชน์ในโอกาสต่อไป
ส่วนหนึ่งอาจนำไปใช้เมื่อเกิดความรู้สึกขัดแย้ง และมีสิ่งที่ทำให้ไม่สบายใจขึ้น

See also  [NEW] 16 สครับผิว ยี่ห้อไหนดี ผิวขาวและเรียบเนียน ปี 2021 | ขัด หลัง เนียน - PINKAGETHAILAND

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (Cognitive dissonance)

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (cognitive dissonance) เป็นทฤษฎีแรงจูงใจของมนุษย์ (human motivation) ทฤษฎีหนึ่งที่เชื่อว่า ปัญหาทางจิตใจของมนุษย์เกิดจากความคิดที่ขัดแย้งกัน (contradiction cognition) ทฤษฎีนี้ระบุว่า การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ซึ่งเป็นความรู้สึกที่ เราไม่พึงพอใจ กระตุ้นให้เราเปลี่ยนแปลงความคิด ทัศนคติ และพฤติกรรม ทฤษฎีดังกล่าวเกิดขึ้นครั้งแรกโดย ลีออง เฟสติงเกอร์ (Leon Festinger) นักจิตวิยาสังคม เขากล่าวถึงมันไว้ว่า:

ความไม่ลงรอย (dissonance) และความลงรอยกัน (consonance) เป็นรูปแบบความสัมพันธ์ของการรู้คิด ซึ่งรวมถึง ความคิดเห็น ความเชื่อ ความรู้เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมรอบตัว ความรู้เกี่ยวกับการกระทำและความรู้สึกของตนเอง ความคิดเห็น ความเชื่อ หรือทั้งสองอย่างข้างต้น จะเกิดความไม่ลงรอยกัน หากพวกมันไม่สามารถเข้ากันได้พอดี หรือหากมันไม่ได้เป็นไปในทางเดียวกัน หรือความคิดหนึ่งไม่ยอมตามอีกความคิดหนึ่ง (Festinger, 1956: 25)

เขาระบุว่ามีแนวทาง 3 อย่างที่ใช้จัดการกับความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด (แต่เขาไม่ได้บอกว่าแนวทางเหล่านี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องใช้เหมือนกัน)

 

1. เราอาจจะพยายามเปลี่ยนแปลงความเชื่อ ทัศนคติ หรือพฤติกรรมที่ไม่ลงรอยกัน

2. เราอาจจะพยายามหาข้อมูลหรือความเชื่อใหม่ที่จะช่วยเพิ่มความลงรอยกันของการรู้คิด และลดความไม่ลงรอยที่เกิดขึ้น

3. เราอาจจะพยายามลืมหรือลดความสำคัญของความคิดเหล่านั้นที่ไม่ลงรอยกัน (Festinger, 1956: 25 – 26)

ตัวอย่างเช่น คนที่สูบบุหรี่รู้ว่าการสูบบุหรี่เป็นนิสัยที่ไม่ดี พวกเขาพยายามหาเหตุผลให้กับพฤติกรรมดังกล่าว โดยมองหาข้อดีของการสูบบุหรี่ พวกเขาบอกกับตนเองว่า การสูบบุหรี่ช่วยควบคุมน้ำหนัก และอันตรายจากสุขภาพที่เกิดจากการมีน้ำหนักเกินร้ายแรงกว่าการสูบบุหรี่เสียอีก แต่บางคนก็เลิกสูบบุหรี่ พวกเราส่วนใหญ่ฉลาดพอที่จะใช้สมมติฐานเฉพาะกาล (ad hoc hypothesis) หรือการหาเหตุผลให้กับตนเอง เพื่อปกป้องความเชื่อที่เรายึดถือ

คำถามที่ว่าทำไมพวกเราไม่สามารถนำความฉลาดนี้มาใช้ได้ตลอดไม่สามารถอธิบายได้จากความคิดที่ว่า พวกเราหาเหตุผลให้กับตนเองเพราะว่า พวกเราพยายามลดหรือขจัดความไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ผู้คนที่แตกต่างกันก็ใช้วิธีการจัดการกับปัญหาทางจิตใจที่แตกต่างกัน บางวิธีการดูสมเหตุสมผลมากกว่าวิธีการอื่น ดังนั้น ทำไมคนบางคนจึงมีความสามารถในการจัดการกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด ในขณะที่บางคนไม่มี?

การไม่ลงรอยกันของการรู้คิดถูกเรียกว่า “เพื่อนที่ดีที่สุดของผู้ควบคุมจิตใจ” (mind controller’s best friend) (Levine 2003: 202). จากการพิจารณาการไม่ลงรอยกันของการรู้คิดอย่างคร่าวๆ แสดงให้เห็นว่า ความน่าสนใจไม่ได้อยู่ที่การไม่ลงรอยกันของความรู้คิด แต่อยู่ที่วิธีการที่คนเราใช้จัดการกับมัน บางคนใช้วิธีการควบคุมผู้อื่นเมื่อหลักฐานที่ปรากฏขัดแย้งกันกับความเชื่อของพวกเขา

ตัวอย่างเช่น แมเรียน คีช (Marian Keech) ผู้นำลัทธิยูเอฟโอ (UFO cult) ในทศวรรษ 1950 เธออ้างว่าได้รับข้อความจากสิ่งมีชีวิตต่างดาว หรือรู้จักกันในชื่อ เดอะการ์เดียน (The Gardians) ผ่านการเขียนขึ้นอย่างไม่รู้ตัว (automatic writing) เช่นเดียวกับเรื่องเล่าประตูสวรรค์ (Heaven’s Gate folks) เมื่อ 40 ปีก่อน คีชและสาวก ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ The Seekers or The Brotherhood of the Seven Rays กำลังเฝ้าคอยการถูกรับตัวไป จากจานบิน ในคำทำนายของคีช กลุ่มของเธอ 11 คนจะได้รับการปกป้องจากการที่โลกถูกทำลายโดยน้ำท่วมใหญ่ในวันที่ 21 ธันวาคม ปี 1954 เมื่อปรากฎว่า ไม่มีน้ำท่วมเกิดขึ้นและไม่มีการปรากฎตัวของเดอะการ์เดียน

คีชมีความสุขอย่างยิ่ง เธอบอกว่า เธอเพิ่งได้รับข้อความผ่านโทรจิต (telepathic) จากเดอะการ์เดียน บอกว่ากลุ่มของเธอได้เผยแพร่แสงสว่างด้วย ความศรัทธาอย่างไม่ย่อท้อ พระเจ้าจึงอภัยให้โลกพ้นจากหายนะ (Levine 2003: 206)

ที่สำคัญก็คือ สาวกทั้งหลายไม่ได้ทอดทิ้งเธอ สาวกส่วนใหญ่ได้อุทิศตัวมากขึ้นหลังจากที่คำทำนายไม่เป็นความจริง (มีเพียง 2 คนที่ออกจากกลุ่ม หลังจากโลกไม่ได้ถูกทำลาย) “สาวกส่วนใหญ่ไม่เพียงแค่อยู่ในกลุ่มต่อไปเท่านั้น แต่ยังมีความเชื่อถือเพิ่มมากขึ้นกว่าก่อนหน้านี้ที่มองว่า คำทำนายของคีชถูกต้องมาโดยตลอด ความผิดพลาดที่เกิดขึ้นทำให้พวกเขากลายเป็นผู้ศรัทธาอย่างแท้จริง (true believer)” (อ้างแล้ว)**. บางคนมีอาการแปลกประหลาดเกิดขึ้นเพื่อปฎิเสธความไม่ลงรอยกันระหว่างความเชื่อที่พวกเขายึดถือกับความจริง แต่ทำไมคนเราจึงแปลความหมาย สิ่งปรากฎเดียวกันไปคนละอย่างล่ะ?

The Seeker จะไม่รอคอยจานบินหากพวกเขาคิดว่า มันอาจจะไม่มา ดังนั้น เมื่อมันไม่มา เราอาจจะคิดว่า ผู้ที่คิดได้ก็คงจะมองเห็นความผิดพลาด ในคำกล่าวอ้างของคีชว่ามันจะมา อย่างไรก็ตาม ผู้ที่คิดไม่ได้ก็แสดงความไม่สามารถในการคิดออกมาโดยการอุทิศตัวให้กับคีช ความเชื่อของพวกเขาที่ว่า จานบินจะมารับวางอยู่บนความศรัธทา ไม่ใช่ข้อเท็จจริง เช่นเดียวกัน ความเชื่อของพวกเขาที่ว่า ความล้มเหลวของคำทำนายไม่ควรถูกนำมา ใช้ต่อต้านความเชื่อของพวกเขา เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของศรัทธา. ด้วยความคิดที่ไม่สมเหตุสมผลเช่นนี้ มันอาจมองดูไม่มีประโยชน์ที่จะสร้างหลักฐาน เพื่อจูงใจคนที่เชื่อในทางที่ผิด ความเชื่อของพวกเขาไม่ได้อยู่ที่ข้อเท็จจริง แต่อยู่ที่การอุทิศตนให้กับใครคนหนึ่ง การอุทิศตนดังกล่าว สามารถเกิดขึ้นได้แม้กระทั่งพฤติกรรมที่น่ารังเกียจที่สุดของผู้ทำนายก็ถูกมองว่า สมเหตุสมผล มีตัวอย่างมากมายเกี่ยวกับผู้คนที่อุทิศตนให้กับผู้อื่น โดยพวกเขาจะให้เหตุผลและละเลยการข่มเหง (abuse) ทั้งทางกายและทางจิตใจอย่างสุดขั้วของผู้นำลัทธิ (หรือคู่รัก แฟน) หากพื้นฐานความเชื่อของคนเราคือ ศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผลซึ่งมีรากฐานมาจากการอุทิศตนให้กับบุคคลิกภาพที่มีพลังอำนาจ จากนั้นทางเลือกเดียว ที่คนเรามีอยู่เมื่อเผชิญกับหลักฐานที่อาจจะทำลายศรัทธาของพวกเขาคือการมองว่ามันไม่สมเหตุสมผล จนกว่าศรัทธาของพวกเขาจะไม่แข็งแกร่งเพียงพอ คำถามที่น่าสนใจไม่ได้เกี่ยวข้องกับการไม่ลงรอยกันของการรู้คิด แต่เกี่ยวกับศรัทธา อะไรในตัวคีชที่ทำให้คนบางคนศรัทธาในตัวเธอและอะไรในคนเหล่านี้ที่ทำให้พวกเขาถูกคีชชักจูงได้ง่าย? และอะไรคือความแตกต่างของคนสองคนที่ออกจากกลุ่มไป?

“งานวิจัยแสดงให้เห็นถึงลักษณะนิสัย 3 อย่างที่เกี่ยวข้องกับความสามารถในการชักจูงใจ (persuasiveness): ความมีอำนาจ (authority) ความซื่อสัตย์ (honesty) และความเป็นที่ชื่นชม (likeability) (อ้างแล้ว หน้า 31) นอกจากนี้ หากบุคคลดังกล่าวมีลักษณะทางกายภาพที่ดึงดูดใจ พวกเรามีแนวโน้มที่จะชอบคนๆ นั้น และยิ่งเราชอบเขามากเท่าใดเราก็ยิ่งมีแนวโน้มที่จะเชื่อถือเขามากเท่านั้น. (อ้างแล้ว หน้า 57). งานวิจัยยังแสดงให้เห็นอีกด้วยว่า “คนเราจะถูกมองว่าน่าเชื่อถืออย่างยิ่งเมื่อพวกเขาใช้การสบสายตาและพูดด้วยความมั่นใจ ไม่ว่าพวกเขาจะพูดอะไรก็ตาม” (อ้างแล้ว หน้า 33)

ดังที่โรเบิร์ต เลไวน์ (Robert Levine) ระบุไว้ “การศึกษาได้ค้นพบลักษณะร่วมเล็กๆ ที่น่าประหลาดใจในประเภทของบุคลิกภาพของผู้ที่เข่าร่วมลัทธิ. คือ ไม่มีลักษณะบุคลิกภาพอย่างหนึ่งอย่างใดร่วมกัน.” (อ้างแล้ว หน้า 144) ข้อเท็จจริงนี้สร้างความประหลาดใจให้กับเลไวน์. ตอนที่เริ่มต้นศึกษาเกี่ยวกับลัทธิ เขาบอกว่า “ลักษณะที่ผู้ที่เข้าร่วมลัทธิส่วนใหญ่มีร่วมกันก็คือเป็นผู้ที่มีปัญหาทางจิตใจ (psychological misfit) หรือพวกคลั่งศาสนา (religious fanatics)” (อ้างแล้ว หน้า 81). สิ่งที่เขาได้ค้นพบแทนก็คือสาวกของลัทธิจำนวนมากถูกดึงดูดด้วยสิ่งที่เรียกว่าชุมชนแห่งความรัก (loving community). เรื่องขบขัน (irony) อย่างหนึ่งเกี่ยวกับลัทธิก็คือ กลุ่มพิลึกๆ (craziest group) เหล่านี้ประกอบด้วยสมาชิกส่วนใหญ่ที่จิตใจเอื้ออาทร. (อ้างแล้ว หน้า 83) เลไวน์กล่าวว่า จิม โจนส์ (Jim Jones) ผู้นำลัทธิหนึ่ง เป็น “สุดยอดนักขาย (supersaleman) ผู้ซึ่งใช้กฎทุกข้อของการดึงดูดใจ” (อ้างแล้ว หน้า 213) เขามีอำนาจ ซื่อสัตย์ และเป็นที่ชื่นชม. สามารถกล่าวได้ทำนองเดียวกันในกรณีของคีช. นอกจากนี้ ดูเหมือนว่าสาวกของลัทธิจำนวนมากได้สร้างตัวแทนของครอบครัว (surrogate family) และตัวแทนของแม่ (surrogate mother) หรือตัวแทนของพ่อ (surrogate father) หรือตัวแทนของทั้งสองขึ้นมาในตัวของผู้นำลัทธิ.

นอกจากนี้ ควรจำไว้ด้วยว่าในกรณีส่วนใหญ่ คนเราไม่ได้มีความเชื่อที่ไม่สมเหตุสมผลเพียงชั่วข้ามคืน. พวกมันใช้เวลาในการค่อยๆ ขยายตัวเพิ่มขึ้น. (อ้างแล้ว บทที่ 7) คงไม่มีใครเข้าร่วมลัทธิหากมีเสียงบอกว่า “ตามข้าพเจ้ามา ดื่มยาพิษที่มีรสชาติดีแก้วนี้และฆ่าตัวตายซะ” ยังไม่มีใครในลัทธิดื่มยาพิษและสาวกของคีช 2 คนก็ออกจากลัทธิเมื่อคำทำนายไม่เป็นความจริง. พวกเขาแตกต่างจากคนอื่นอย่างไร? คำอธิบายดูเหมือนจะง่ายๆ ก็คือ ศรัทธาของพวกเขาที่มีต่อผู้นำลัทธิไม่แข็งแกร่งน่ะสิ. ดังที่เฟสติงเกอร์ระบุไว้ สองคนที่ออกจากคีช (Kurt Freund และ Arthur Bergen) เริ่มต้นด้วยความเชื่อมั่นเพียงเล็กน้อย. (Festinger 1956: 208)

แม้กระทั่งผู้ที่เข้าใจผิดว่าความเชื่อของพวกเขาเป็นวิทยาศาสตร์ก็อาจจะเริ่มต้นมาจากความคิดและความเชื่อมั่นของพวกเขาที่ค่อยๆ ขยายมากขึ้นไปสู่จุดที่ไม่สมเหตุสมผล. เรย์ ไฮแมน (Ray Hyman) นักจิตวิทยา ได้เสนอตัวอย่างที่น่าสนใจเกี่ยวกับ การไม่ลงรอยกันของการรู้คิด และวิธีการที่ผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง (chiropractor) คนหนึ่งใช้จัดการกับมัน

(ตัวอย่าง – ผมคิดว่ายาวเกินไปจึงไม่ได้แปล เป็นประสบการณ์ของ เรย์ ไฮแมน ในการเข้าร่วมการทดสอบน้ำตาลที่ดีกับน้ำตาลที่ไม่ดีของผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง สุดท้ายการทดสอบไม่ได้ผล แทนที่ผู้ทดลองจะยอมรับ แต่กลับไปโทษว่าเป็นเพราะวิธีการทางวิทยาศาสตร์)

See also  [Update] หยุดก่อน! “น้ำผึ้ง” ทานเท่าไรถึงจะพอดี มีประโยชน์ต่อร่างกาย | มะละกอสุก กี่แคล - PINKAGETHAILAND

สิ่งที่แยกแยะการให้เหตุผลของผู้บำบัดโรคฯ ออกจากสาวกของลัทธิคือ การให้เหตุผลของสาวกของลัทธิวางอยู่บนพื้นฐานศรัทธาและการอุทิศตนให้กับคุรุหรือผู้ทำนาย แต่ของผู้บำบัดโรคฯ วางอยู่บนข้อเท็จจริงจากประสบการณ์. จะไม่มีความเชื่อที่ผิดหากผู้เชื่อไม่ยอมให้มันผิด. ไม่มีอะไรที่ต่อต้านพวกเขาได้. ผู้ที่วางความเชื่อของพวกเขาบนพื้นฐานของประสบการณ์และสิ่งที่พวกเขายึดว่าเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์และหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ (เช่น หมอดู [astrologer] คนอ่านลายมือ [palm reader] คนทรง [medium] ฯลฯ รวมถึงผู้บำบัดโรคด้วยการจับกระดูกสันหลัง) ได้สร้างข้ออ้างในการเต็มใจที่จะทดสอบความเชื่อของพวกเขา. ปัญหาเดียวก็คือการยอมรับการทดสอบแนวคิดของพวกเขาเพื่อพิสูจน์ให้ผู้อื่นเห็น. นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราจึงเรียกความเชื่อของพวกเขาว่าวิทยาศาตร์เทียม (pseudoscience). พวกเขาไม่กล่าวถึงความเชื่อของสาวกลัทธิว่าเป็นวิทยาศาสตร์เทียม แต่เรียกมันว่าศรัทธาที่ไม่สมเหตุสมผล (faith-based irrationality).

แปลจาก The Skeptic’s Dictionary. http://www.skepdic.com/cognitivedissonance.html

หมายเหตุ

* คำว่า cognitive หรือ cognition มีคำแปลเป็นไทยว่า “พุทธิปัญญา” ซึ่งผมคิดว่าไม่ค่อยสื่อความหมายเท่าไร แต่หาคิดคำอื่นที่ความหมายดีกว่าไม่ได้ ในที่นี้ผมขอใช้คำว่า “การรู้คิด” แทน ซึ่งแม้จะไม่ครอบคลุมแต่ฟังดูเข้าใจง่ายกว่าแทนไปก่อน (แต่ก็ยังเข้าใจยากอยู่ดี)

** คำว่า “อ้างแล้ว” ของผู้เขียน หมายถึง การอ้างจากงานของ Robert Levine ที่ชื่อ The Power of Persuasion – How We’re Bought and Sold


Hướng dẫn thái tỏi tây nhanh và không cay 🌶 mắt 👀


Đây là kinh nghiệm của riêng mình nên mình để lại cho những ai chưa biết và muốn quan tâm chứ không có ý là chỉ bảo hay truyền đạt

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

Hướng dẫn thái tỏi tây nhanh và không cay 🌶 mắt 👀

พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ – สุดใจ【Official Audio】


\”สุดใจ\” หนึ่งในบทเพลงดังของเจ้าพ่อเพลงรักเพื่อชีวิต ขวัญใจชาวไทย พี่ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์
【เนื้อเพลง สุดใจ】
เพราะอยากมาหา มาเพื่อจะถามไถ่
ว่าเป็นยังไง รู้สึกดีไหม บอกกันบ้างสิเธอ
เพราะว่าคิดถึง มาพบมาคุยมายิ้มให้
แล้วจะไป เพื่อวันหลังจะมาใหม่
จึงมาตามห้วงอารมณ์ ผสมกับความคิดถึงกัน
อย่ารำคาญกันเลยนะเธอจ๋า
เพราะอยากจะร้อง คร่ำครวญให้ปานจะเหมือนว่า
เจ็บปวดนักหนา รันทดนักหนา หัวใจแปดเปื้อนเลื่อนลอย
เพราะเศร้าใจนัก อ้างว้างชีวิตดังล่องลอย
ไม่มีใครคอย ไม่ให้ใจหงอย สงสารตัวเองเสมอ
()
ใช่รักไหมรัก ใช่หลงไหมหลง ซ่อนในอารมณ์ในซอกหลืบ
ในจิตในฝัน อยากอยู่อย่างนั้น ไม่แตะไม่ต้องสัมผัสเธอ
ขอเพียงเท่านี้ให้คงอยู่อย่างนี้ สิ่งดีก็ล้นจนเกินสุข
อารมณ์นั้นลึก จะเก็บเธอไว้ ให้ลึก สุดใจ
(,)
【 ช่องทางติดตามข่าวสาร ปู พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ 】
Facebook ► http://www.facebook.com/pupongsitofficial
Instagram ► http://instagram.com/pupongsitofficial
LINE ► @PuPongsitOfficial หรือ http://line.me/ti/p/%40pupongsitofficial
TikTok ► https://vt.tiktok.com/ZSJBeAeu5/

พงษ์สิทธิ์ คำภีร์ - สุดใจ【Official Audio】

Quiche Lorraine (คีช ลอร์เรนน์) ทาร์ตสไตล์ฝรั่งเศส | The Solo EP.04


ชวนมาทำอาหารว่างของชาวฝรั่งเศสกับเมนูง่ายๆนั่นก็คือ Quiche Lorraine ทาร์ตสไตล์ฝรั่งเศส เป็นแป้งพาย มีไส้เป็นเบคอน ใส้คัสตาร์ดเข้มข้น ผสมไข่ไก่กับครีม ใครยังไม่เคยรู้จักต้องลอง! ของว่างสำหรับปิกนิกที่ยอดเยี่ยม …
สูตรอาหารดีๆ สำหรับคนที่รักการทำอาหาร ติดตามกันครับ!
TheSolo ผู้ชายชายเดี่ยว ManCanCook คีชลอร์เรนน์
พูดคุยข้อมูลและติดตามได้ที่
Youtube : ManCanCook
Line : @ManCanCook หรือ https://lin.ee/Tzz3VYQ
Fanpage : https://web.facebook.com/MancancookChannel

Quiche Lorraine (คีช ลอร์เรนน์)  ทาร์ตสไตล์ฝรั่งเศส  | The Solo EP.04

ขี้ฉ้อ บ.เบิ้ล สามร้อย [[Music Video]]


: ติดต่องานแสดง: 0629756529 “ มิวสิค วีดีโอใหม่ล่าสุดของบ.เบิ้ล ที่มีชื่อเพลงเป็นคำใต้ คำว่าขี้ฉ้อ แปลว่าขี้โกง เป็นแนวเพลงฉีกแนวในสไตส์เพลงใต้บ้านๆผสมผสานเสียงมโหรีกลิ่นไอความเป็นใต้ในตัวตนที่ชัดเจน ไอ้ขี้ฉ้อ ไอ้ขี้ฉ้อ คนขี้เท็จมาเพียงวางเบ็ดแล้วก็ไป ไอ้ขี้ฉ้อ ตอแหลไป หวังได้แล้วก็ส่ายวาน สำหรับเพลงนี้สำหรับคนที่โดนโกหก ไม่มีแฟนก็ขึ้นคานไม่ไช่ตายที อยากทำให้เพื่อนๆใด้รุ้จักคำใต้ลองฟังกันดูชอบกดติดตามเป็นกำลังใจให้กันนะคับ ชอบคอมเม้น กดไลฟ์กดแชร์ให้ด้วยนะคับ ขี้ฉ้อ เย(เพ้อ)คอร์ด
ในFปฐพี ในโลกใบนี้ ละมีคนมากมาย
แต่ทำAmไมของเรา ไม่เจอสักที
คนDmอื่นมีตั้ง สอง สาม สี่ กัน รึด Cรึด
จะFบอกถึงความจริงใจนั้น ไอ้เราก็มี
เคยAmมีความรักแต่ไม่แฮปปี้
ถูกผีแล้วDmไป ไม่ที ทำCพรือ
ควาFมรักคนเรานั้นก็มีหลากหลาย
ลีลาAm คบกันเพื่อจากลา เพื่อหาความใคร่Dm
ขี้ฮก ขี้เท็จมากมาย เพื่อได้แล้วCฝัน
แล้วFใครอิรู้ว่าโหม๋นี้ละมันขี้หลอก
แล้วAmใครอิรู้ถึงนิสัย ใจคน
จะDmคบใครกี่คน ก็โมงทั้งCเพ
ใครGmจะไปรู้อดีต ที่ผ่Amานมา
ใครBbจะไปรู้ เขาหลอกเราA
ไอ้ขี้Dmฉ้อ ไอ้ขี้ฉ้อ ละคนขี้เท็จ
มาCเพียงวางเบ็ดแล้วเขาก็ไป
ไอ้ขี้Dmฮ้อ ไอ้ขี้ฉ้อ ตอแหลไป
หวังCเพียงแค่ได้ แล้วเขาก็ส่ายวาน
แล้วDmต้องอยู่ แล้วต้องอยู่ อยู่แสนนาน
ไม่มีCแฟนก็ขึ้นคาน ไม่ใช่ตายที
INSTRU : Dm|C ( 2 Times )
( ซ้ำ )
INSTRU : Dm|C
F|Am|Dm|C
F|C|Dm|BbC
( ซ้ำ , , )
ขอบคุณ4เดือน30ล้านวิว ขี้ฉ้อ

ขี้ฉ้อ บ.เบิ้ล สามร้อย [[Music Video]]

คิช ลอเรน Quiche Loraine


คิช ลอเรน Quiche Loraine
คิช ลอเรน Quiche Loraine (แบบง่ายสุดๆ) อาหารจานอร่อย ที่อยู่ในตระกูลทาร์ต จากเด็ดจากฝรั่งเศสจานนี้ ผมดัดแปลงให้เหมาะกับวิถีแห่งครัวไทย สไตล์ง่ายๆในบ้านเรา รสชาดยังคงความอร่อย แต่ความง่ายนี้ ฝรั่งยังต้องทึ่งครับ
http://www.foodtravel.tv/recfoodShow_Detail.aspx?viewId=623
Ingredient and How to cook, Please visit our English website.
http://en.foodtravel.tv/recfoodShow_Detail.aspx?viewId=278

คิช ลอเรน Quiche Loraine

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆMAKEUP

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ คีช

Leave a Comment