[NEW] | วิธี ทํา ให้ ตัว เอง ดู ดี – PINKAGETHAILAND

วิธี ทํา ให้ ตัว เอง ดู ดี: คุณกำลังดูกระทู้

    ผู้ที่ต้องการเป็นผู้นำ ต้องเริ่มจากการมีความปรารถนาที่จะนำผู้อื่น การจะเป็นผู้นำที่แท้จริงซึ่งเป็นที่ยอมรับของคนทั่วไปนั้น ไม่ง่าย และหากไม่ได้เตรียมตัวที่จะเป็นผู้นำ หรือไม่มั่นใจว่าต้องการจะนำผู้อื่น ก็คงจะเป็นผู้นำที่ดีไม่ได้

เครื่องบ่งชี้ความเป็นผู้นำ
    ก่อนอื่นขอให้ตรวจสอบหรือประเมินตนเองก่อนว่าตนเองมีพฤติกรรมหรือความรู้สึกดังต่อไปนี้หรือไม่ หากมี ก็นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีว่าคุณมีคุณสมบัติพื้นฐานของการเป็นผู้นำอยู่พอสมควร
  1. รู้สึกมีกำลังใจเมื่อมีคนเชื่อในความคิดของคุณ
  2. ชอบรับฟังคำถามที่ท้าทายในเวลาที่ทำงานร่วมกับผู้อื่น
  3. ยกย่องผู้ร่วมงานเมื่องานที่ทำมีความก้าวหน้า
  4. พร้อมให้กำลังใจผู้อื่นไม่ว่าจะประสบความสำเร็จหรือล้มเหลว
  5. มีความเชื่อมั่นว่าความสำเร็จของทีมมีความสำคัญมากกว่าความสำเร็จของตนเองแต่เพียงผู้เดียว
  6. ไม่หวงที่ผู้อื่นจะนำความคิดของคุณไปใช้
  7. ให้ความสำคัญกับการร่วมกันทำงานเป็นทีม
  8. ชอบให้ความช่วยเหลือแนะนำ (coaching) ผู้ร่วมทีมงาน
  9. มีความสุขที่ได้ยกย่องและเฉลิมฉลองความสำเร็จของผู้อื่น
  10. มีความรู้สึกว่าปัญหาของทีมงานก็เหมือนปัญหาของตนเอง
  11. ชอบแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งระหว่างบุคคล (interpersonal)
  12. ชอบกระตุ้นให้มีการแสดงความคิดเห็น (idea generator) เมื่อต้องทำงานเป็นทีม
  13. ชอบแสดงความคิดเห็นในระหว่างการทำงานเป็นทีม
  14. ชอบชักนำ (convincing person) ผู้อื่นให้คล้อยตามความคิดเห็นของตน

     หากจากการตรวจสอบพบว่าตนเองมีพฤติกรรมหรือคุณสมบัติของการเป็นผู้นำและปัจจุบันก็อยู่ในฐานะผู้นำอยู่แล้วก็เป็นเรื่องที่น่ายินดี หากคุณยังไม่ได้เป็นผู้นำ แต่มีคุณสมบัติและความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ สิ่งที่จะทำต่อไปก็คือการวางแผนความก้าวหน้าในการทำงานเพื่อการเป็นผู้นำต่อไป

     ตรงกันข้าม ถ้าจากการประเมินตนเองแล้วพบว่าคุณยังไม่มีพฤติกรรมหรือความปรารถนาที่จะเป็นผู้นำ แต่ปัจจุบันกลับอยู่ในตำแหน่งหรือฐานะที่เป็นผู้นำ หรือกำลังจะต้องเข้ามาอยู่ในฐานะที่เป็นผู้นำ จะเป็นสถานการณ์ที่น่าเป็นห่วงมากเพราะการเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้นั้น นอกจากความรู้และทักษะที่จำเป็นในหน้าที่การงานแล้ว คุณยังต้องมีพฤติกรรมและทัศนคติที่ดีในการเป็นผู้นำ มีความอดทนและความมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำอีกด้วย ในบทความนี้จะกล่าวแต่เฉพาะเรื่องการพัฒนาตนเองในด้านจิตใจให้พร้อมที่จะเป็นผู้นำเท่านั้น เพราะหากคุณมีจิตใจมุ่งมั่นที่จะเป็นผู้นำแล้ว คุณเองจะเป็นผู้ดิ้นรนแสวงหาความรู้และพัฒนาทักษะที่จำเป็นด้วยตัวคุณเอง

การสร้างแรงจูงใจให้เกิดแก่ผู้นำ
     การพัฒนาตนเองให้เกิดแรงจูงใจที่จะก้าวขึ้นเป็นผู้นำ มีวิธีการที่สำคัญสามวิธี ได้แก่

1) กำจัดสิ่งบั่นทอนจิตใจ (Demotivator Demolisher)
     ขั้นแรกต้องค้นหาให้ได้ว่าอะไรที่ทำให้คุณรู้สึกกลัวที่จะเป็นผู้นำ เมื่อค้นพบแล้วจึงเข้าไปแก้ไขในสิ่งนั้น ความรู้สึกกลัวหรือไม่พร้อมอาจมาจากการขาดแรงจูงใจที่จะเป็นผู้นำ หรืออยู่ในสภาพแวดล้อมที่รู้สึกว่าเต็มไปด้วยอุปสรรค

  1.1 ขาดแรงจูงใจที่จะเป็นผู้นำ
    มีหลายคนที่ได้รับการเสนอชื่อให้เป็นผู้นำทีม หรือเลื่อนตำแหน่งขึ้นเป็นผู้บังคับบัญชา แต่กลับปฏิเสธข้อเสนอดังกล่าว ปรากฏการณ์นี้เปรียบง่ายๆ คล้ายกับผู้ที่ได้รับเชิญขึ้นกล่าวหรือบรรยายเรื่องใดต่อหน้าที่ชุมนุมชน หลายคนจะปฏิเสธเป็นพัลวันเพราะขาดความเชื่อมั่นในตนเอง ผู้รู้ทั้งหลายมักให้คำแนะนำให้ฝึก ๆ แล้วก็ฝึก โดยมองข้ามความจริงที่ว่า ถ้าใจยังไม่เอาด้วย ฝึกไปก็นึกแต่ความล้มเหลว พอให้ขึ้นพูดก็ไม่กล้าขึ้นอยู่ดี  เช่นเดียวกันกับการขึ้นเป็นผู้นำ ก่อนที่จะศึกษาเรียนรู้หรือฝึกฝนทักษะที่จำเป็น ขอให้สร้างแรงจูงใจหรือความอยากที่จะเป็นผู้นำให้เกิดขึ้นเสียก่อน โดยมองไปที่ประโยชน์ที่จะได้รับเมื่องานนั้นสำเร็จ เช่น อาจนำสิ่งจูงใจตามแนวคิดของ Frederick Herzberg มาใช้เป็นความมุ่งหวังเพื่อให้เกิดเป็นแรงจูงใจแก่ตนเอง สิ่งจูงใจเหล่านั้นได้แก่
     o ความสำเร็จในงาน
     o การได้รับการยกย่องเชิดชูในความสำเร็จ
     o ความสนุกในการทำงาน
     o ความรับผิดชอบ
     o ความเติบโตก้าวหน้า

  1.2 สภาพแวดล้อมที่เป็นอุปสรรค
    บางคนอาจมีแรงจูงใจเพียงพอที่จะเป็นผู้นำ แต่เมื่อตกอยู่ในสภาพแวดล้อมบางอย่างก็กลับกลัวว่าจะทำงานไม่สำเร็จ จึงปฏิเสธการเป็นผู้นำในที่สุด Herzberg เรียกสภาพแวดล้อมหรือปัจจัยที่บั่นทอนจิตใจของบุคคลนี้ว่า Hygiene Factors ประกอบด้วย
     o นโยบายแบบปิดกั้นของบริษัท
     o การบริหารที่ไม่เข้าท่า
     o การควบคุมดูแลที่เหมือนจ้องจับผิด
     o ความสัมพันธ์ที่เลวร้ายในการทำงาน
     o สภาพแวดล้อมการทำงานที่ต่ำกว่ามาตรฐาน
     o เงินเดือนที่ต่ำกว่าที่อื่น
     o สถานะการทำงานที่ต่ำต้อย
     o ความไม่มั่นคงในงาน

    สิ่งบั่นทอนกำลังใจเหล่านี้ส่วนใหญ่เป็นเรื่องที่ควบคุมไม่ได้ แต่ก็ไม่ควรปล่อยให้ค้างคาอยู่ในใจ ควรนำปัญหาเหล่านี้ไปปรึกษากับผู้บังคับบัญชาต้นสังกัดซึ่งต้องร่วมรับผิดชอบโดยตรงกับความสำเร็จหรือล้มเหลวของคุณโดยขอหารืออย่างเปิดเผยตรงไปตรงมา อุปสรรคบางเรื่องอาจเป็นความเข้าใจผิดของคุณเอง บางเรื่องหัวหน้าของคุณก็สามารถช่วยแก้ไขได้ ส่วนเรื่องที่อาจพ้นวิสัยก็ยังมีโอกาสที่จะได้รับคำแนะนำที่เป็นประโยชน์ซึ่งดีกว่าการเก็บอั้นไว้ในใจแต่เพียงผู้เดียว

2) เชื่อมั่นในผลของความพยายาม (The Need-Effort Bridge)
    เมื่อใดที่คุณคิดว่าความพยายามที่ใช้ไปจะไม่เสียเปล่า ความพยายามนั้นจะมีคุณค่าเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่า ยิ่งผลสำเร็จจากความพยายามมีความหมายต่อคุณมากเท่าใดก็จะยิ่งเกิดแรงจูงใจที่จะมุ่งมั่นกระทำให้สำเร็จมากขึ้นเท่านั้น การสร้างแรงจูงใจอีกวิธีหนึ่งจึงสร้างด้วยการมีความเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่าไม่มีสิ่งใดจะรอดพ้นไปจากความพยายามของคุณได้

3) กระตุ้นความอยาก (Passion Propulsion)
    Ralph Waldo Emerson กล่าวว่า ไม่เคยมีสิ่งยิ่งใหญ่อะไรที่ได้มาโดยปราศจากความอยาก ความอยาก (passion) เป็นสิ่งจูงใจอันยิ่งใหญ่ที่ให้ความหมายอย่างมากกับการกระทำ การมีความอยากอย่างรุนแรงในเป้าหมาย จะช่วยให้คุณดิ้นรนเข้าใกล้ภาวะความเป็นผู้นำเข้าไปอีก การใช้ความอยากให้เกิดเป็นแรงจูงใจมีความเกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิดกับความเชื่อมั่นในความพยายามที่กล่าวไปก่อนหน้า แบ่งออกได้เป็นสองขั้นตอน

ขั้นที่หนึ่ง ระบุให้ชัดว่าคุณอยากอะไร (Define your passion)
    ความอยากเป็นสิ่งที่ทำให้เราตื่นตัว กระฉับกระเฉง และพร้อมที่จะต่อสู้เพื่อให้ได้สิ่งนั้น บางคนอาจระบุได้อย่างง่ายดายว่าความอยากของตนคืออะไร แต่บางคนอาจพูดให้ชัดลงไปไม่ได้ว่าอยากอะไร เพราะอยากไปเสียหมด คุณจึงควรพยายามค้นหาความอยากของตนให้พบเพราะนั่นเป็นจุดเริ่มของการสร้างแรงจูงใจ

ขั้นที่สอง ควบคุมพลังความอยาก (Harness Passion Energy)
    เมื่อระบุได้แล้วว่าอะไรคือความอยากที่เป็นแรงจูงใจของตน ก็มาถึงขั้นการวางแผนงานว่าต้องทำอะไรบ้างเพื่อทำความอยากซึ่งเป็นเป้าหมายนั้นให้สำเร็จ ระบุข้อมูลที่ต้องการ การฝึกอบรมที่จำเป็น เครื่องมือ ตลอดจนบุคคลที่คุณต้องการได้รับการสนับสนุน ทำแผนงานที่สมเหตุผลแบบมืออาชีพด้วยความรอบคอบแล้วใช้แผนนี้ในการทำเป้าหมายให้กลายเป็นจริง

ปัจจัยที่เกี่ยวข้องในการเป็นผู้นำ (Leadership Process Model)
    เมื่อสร้างแรงบันดาลใจที่จะเป็นผู้นำและจัดทำแผนการพัฒนาตนเองได้แล้ว ขั้นต่อไปก็คือการศึกษาองค์ประกอบหรือปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการเป็นผู้นำ ผู้เสนอแนวคิดเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของปัจจัยในการเป็นผู้นำ หรือที่เรียกว่า กระบวนการภาวะผู้นำ (Leadership Process Model) คือ Randall B. Dunham และ Jon Pierce ในหนังสือชื่อ “Managing” เขาได้แสดงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยหลัก 4 ปัจจัยที่นำไปสู่ความสำเร็จหรือล้มเหลวของผู้นำ ได้แก่

  1. ตัวผู้นำเอง (The Leader) ซึ่งเป็นผู้ที่ต้องรับผิดชอบและเป็นผู้นำในการปฏิบัติงานของทีมงาน
  2. ผู้ตาม (Followers) หมายถึงบุคคลที่ปฏิบัติตามการชี้นำของผู้นำในภารกิจและโครงการต่างๆ
  3. บริบท (The Context) หมายถึงสถานการณ์ที่งานนั้นดำเนินอยู่ เช่น อาจเป็นงานประจำตามปกติ หรือโครงการเร่งด่วน หรือโครงการระยะยาวที่เต็มไปด้วยความท้าทาย บริบทมีความหมายครอบคลุมไปถึงสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ทรัพยากร หรือกิจกรรมทั้งหลานที่ปฏิบัติกันอยู่ในองค์กร
  4. ผลที่ได้รับ (Outcomes) หมายถึงผลที่คาดหวังให้เกิดขึ้นจากกระบวนการ อาจเป็นการบรรลุเป้าหมายอย่างใดอย่างหนึ่ง การพัฒนาผลผลิตที่มีคุณภาพสูง การแก้ปัญหาในการบริการลูกค้า ความไว้วางใจและความเคารพที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างผู้นำและผู้ตาม หรือขวัญกำลังใจที่สูงขึ้นของทีมงาน

    ปัจจัยทั้งสี่นี้จะส่งอิทธิพลต่อกันและกันอย่างมีพลวัต (dynamic) ยืดหยุ่นไปตามบริบทและผลที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นได้ทั้งสำเร็จและล้มเหลว

    Pierce และ John W. Newstrom ได้แนะแนวทางการนำกระบวนการภาวะผู้นำไปใช้พัฒนาตัวผู้นำและบุคลากรของผู้นำให้ประสบผลสำเร็จไว้ ดังนี้

  1) มีข้อมูลป้อนกลับอย่างสม่ำเสมอ (Provide Regular Feedback)
    สิ่งสำคัญที่สุดของกระบวนการภาวะผู้นำคือ การให้ข้อมูลป้อนกลับที่ดีแก่ทีมงาน เวลาที่ผู้นำมีข้อมูลป้อนกลับให้ทีมงาน จะช่วยให้มีบรรยากาศหรือบริบทการทำงานที่ดี เกิดผลงานที่ดี นอกจากนั้น การมีข้อมูลป้อนกลับที่สม่ำเสมอจะช่วยให้ทั้งผู้นำและทีมงานสามารถปรับตัวและแผนการปฏิบัติงานให้รับกับการเปลี่ยนแปลงของบริบทหรือผลกระทบที่เกิดขึ้นได้โดยง่าย

  2) เข้าใจในการกระทำและผลของมัน (Be Aware of Actions and Reactions)
    พฤติกรรมและการกระทำของผู้นำล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ตาม ผู้นำต้องระลึกอยู่เสมอว่า ปัจจัยทั้งสี่ที่กล่าวมาข้างต้นทั้งผู้นำ ผู้ตาม บริบท และผลที่ได้รับ จะสัมพันธ์เกี่ยวข้องและส่งผลถึงกันโดยตลอด เช่น เวลาที่ผู้นำกล่าวบางสิ่งด้วยถ้อยคำหยาบคายหรือตวาดใส่ทีมงาน มันจะเกิดผลเสียตามมาอย่างแน่นอนแม้ว่าอาจยังมองไม่เห็นในขณะนั้น ผลที่ว่าอาจอยู่ในรูปการปฏิบัติงานที่ลดลง ขวัญกำลังใจที่น้อยลง การขาดงานที่มากขึ้น หรืออัตราการลาออกที่เพิ่มขึ้นอย่างมาก การควบคุมอารมณ์ในการทำงานจึงเป็นตัวอย่างหนึ่งในการกระทำของผู้นำที่ผู้นำต้องเข้าใจว่ามีผลกระทบต่อเนื่องไปถึงผู้ตาม บริบท และผลการทำงานได้อย่างไร

  3) นำอย่างซื่อตรงและมีจริยธรรม (Lead Honestly and Ethically)
    หากผู้นำและผู้ตามมีความไว้วางใจและเคารพซึ่งกันและกัน บริบทและผลที่ได้รับก็จะยิ่งดีขึ้นๆ แต่ถ้าผู้นำและผู้ตามมีแต่ความเกลียดชัง ความขุ่นเคือง บริบทและผลที่ได้รับก็จะเป็นเชิงลบ ผู้ตามต้องการผู้นำที่พวกเขาสามารถให้ความไว้วางใจและความเคารพ จริยธรรมของผู้นำเป็นคุณสมบัติสำคัญประการหนึ่งที่สร้างความเคารพยำเกรงแก่ผู้ตาม แม้ผู้ตามจำเป็นต้องปฏิบัติตามคำสั่งของผู้นำ แต่ถ้าผู้นำเป็นผู้ที่พวกเขาวางใจว่าทำในสิ่งที่ถูกต้อง พวกเขาจะทำตามคำสั่งนั้นด้วยความเต็มใจและเป็นการทำเพื่อผู้นำที่พวกเขาเคารพ

    การเป็นผู้นำที่เชื่อถือได้อย่างแท้จริงทั้งในพฤติกรรม การแสดงออก ความซื่อสัตย์มั่นคง และมีความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคุณสมบัติที่สร้างความไว้วางใจและความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นระหว่างผู้นำและผู้ตาม

  4) เป็นผู้นำในรูปแบบที่เหมาะกับสถานการณ์ (Lead with the Right Style)
    ในทางธุรกิจ มักถือว่าผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) เป็นรูปแบบผู้นำที่ดีที่สุด ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงเป็นผู้ที่มีความซื่อสัตย์มั่นคง กำหนดเป้าหมายได้ชัดเจน มีการสื่อสารที่ดีกับทีมงาน และปลุกเร้าผู้ตามด้วยวิสัยทัศน์ร่วมกันของอนาคต

    อย่างไรก็ตามคุณอาจต้องการเป็นผู้นำในรูปแบบที่แตกต่างออกไปบ้างเป็นบางครั้งเพื่อให้เหมาะสมกับลักษณะของผู้ตาม ผลที่ต้องการให้เกิด และบริบทในขณะนั้น คุณจึงควรเรียนรู้ที่จะเป็นผู้นำในรูปแบบอื่นๆ ได้ตามความเหมาะสมด้ว

  5) มอบหมายงานอย่างมีสติ (Consciously Assign Tasks)
    ผู้นำไม่ควรมอบหมายงานตามอำเภอใจ ทีมงานจะมีความสุขมากที่สุดเมื่อสามารถใช้ทักษะและจุดแข็งของพวกเขาได้อย่างปกติและสม่ำเสมอ ผู้นำจึงควรมอบหมายงานที่เหมาะกับทักษะเฉพาะของทีมงาน

  6) เน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ (Focus on Relationship Development)
    ในการทำงาน ควรมีความไว้วางใจ ความเคารพนับถือ และความโปร่งใส เป็นพื้นฐาน ยิ่งความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำและผู้ตามหรือทีมงานมีความหนักแน่นมากเท่าไรก็จะยิ่งพิสูจน์ความเป็นผู้นำที่ดีได้มากเท่านั้น

    การพัฒนาความสัมพันธ์ต้องเริ่มด้วย
  (1) การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของตัวผู้นำเอง เมื่อใดที่ผู้นำมีความฉลาดทางอารมณ์สูง เขาจะมีสติรู้ตัว สามารถจัดการกับอารมณ์ของตนและปฏิบัติตามจริยธรรมและค่านิยมของตนได้
  (2) เป็นผู้ที่มีความเห็นอกเห็นใจเพราะจะทำให้ทีมงานรู้สึกว่าผู้นำอยู่ข้างเดียวกับเขา สิ่งนี้จะช่วยให้ผู้นำสามารถเห็นและเข้าใจสิ่งต่างๆ ได้จากมุมมองของทีมงานซึ่งจะยิ่งกระชับความสัมพันธ์ที่ทีมงานมีต่อผู้นำ
  (3) ให้รางวัลทีมงานสำหรับงานดีๆ ที่เขาทำ แม้จะเป็นเพียงกล่าวคำขอบคุณก็สร้างความสัมพันธ์และความรู้สึกที่ดีๆ ได้ไม่น้อย

ทฤษฏีภาวะผู้นำ
    เคยสงสัยกันบ้างไหมว่า ทำไมผู้นำบางคนประสบความสำเร็จในขณะที่ผู้นำอื่นล้มเหลว ไม่มีส่วนผสมวิเศษของคุณสมบัติใดๆ ที่ทำให้ใครเป็นผู้นำที่ประสบความสำเร็จได้ในทุกสถานการณ์ เพราะในสถานการณ์ที่ต่างกันล้วนต้องการคุณสมบัติของผู้นำที่แตกต่างกัน สิ่งที่ผู้ต้องการพัฒนาตนเองขึ้นเป็นผู้นำจะต้องทำ คือการทำความเข้าใจในทฤษฎีภาวะผู้นำเพื่อให้รู้ว่าจะสามารถใช้วิถีทางที่ถูกต้องในสถานการณ์ของตนเองได้อย่างไร ทฤษฎีภาวะผู้นำแบ่งออกได้เป็น 4 กลุ่มหลัก

1. ทฤษฎีอุปนิสัย (Trait Theories)
    ทฤษฎีอุปนิสัยในยุคแรกๆ คิดว่าภาวะผู้นำเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวมาแต่เกิดหรือเป็นสัญชาติญาณซึ่งบางคนมีบางคนไม่มี แต่โชคดีที่ต่อมาเราได้เรียนรู้ว่าบุคคลสามารถพัฒนาภาวะผู้นำให้เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะกับตนเองหรือผู้อื่น อุปนิสัยหรือคุณสมบัติที่ช่วยในการเป็นผู้นำตามทฤษฎีนี้มีหลายประการ อาทิ ความซื่อตรง การเห็นอกเห็นใจ การปกป้อง ทักษะการตัดสินใจที่ดี และคุณสมบัติอื่นๆ ที่คล้ายกัน แต่ถึงกระนั้นก็ไม่มีคุณสมบัติหรือการควบรวมของคุณสมบัติใดที่รับประกันอย่างแน่นอนว่าจะทำให้บุคคลเป็นผู้นำได้ อุปนิสัยเป็นสภาวะที่ปรากฏออกมาจากสิ่งที่ยึดถือหรือเชื่อถืออยู่ภายในจิตใจ กระบวนการแปลงความเชื่อให้เป็นอุปนิสัยนี้เองที่เป็นปัจจัยสำคัญในการที่จะทำให้บุคคลนั้นเป็นหรือไม่เป็นผู้นำ

2. ทฤษฎีพฤติกรรม (Behavioral Theories)
    ทฤษฎีนี้มุ่งเน้นไปที่ว่า ผู้นำควรมีพฤติกรรมอย่างไร ตัวอย่างเช่น เมื่อมีสิ่งที่จำเป็นต้องทำและต้องการความร่วมมือ ผู้นำควรสั่งการไปเลยหรือควรให้ทีมงานมีส่วนร่วมตัดสินใจเพื่อกระตุ้นให้เกิดการยอมรับและการสนับสนุน Kurt Lewis เห็นว่าควรแบ่งผู้นำออกเป็น 3 ประเภท

  2.1 ผู้นำแบบถืออำนาจ (Autocratic Leaders)
    ตัดสินใจโดยไม่ปรึกษาทีมงาน ผู้นำประเภทนี้มีความเหมาะสมในกรณีที่ต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว ไม่ต้องการข้อมูลหรือความคิดเห็นใดๆ เพิ่มเติม หรือเป็นกรณีที่ความเห็นพ้องของทีมงานไม่มีผลอย่างใดต่อผลสำเร็จของงาน

  2.2 ผู้นำแบบประชาธิปไตย (Democratic Leaders)
    ยอมให้ทีมงานเสนอความคิดเห็นหรือข้อมูลอื่นๆ ก่อนที่ผู้นำจะเป็นผู้ตัดสินใจการยินยอมรับฟังความคิดเห็นอาจแตกต่างกันไปในผู้นำแต่ละคน ผู้นำประเภทนี้มีความเหมาะสมในกรณีที่ความเห็นขอบของทีมงานมีผลต่อความสำเร็จของงาน แต่อาจมีความยุ่งยากในการบริหารจัดการหากมีความคิดเห็นหรือมุมมองที่แตกต่างกันมากๆ

  2.3 ผู้นำแบบดูอยู่ห่างๆ (Laissez-faire leaders)
    ยอมให้ทีมงานเป็นผู้ตัดสินใจในหลายๆ เรื่องโดยไม่เข้าไปแทรกแซง ผู้นำประเภทนี้เหมาะสมในกรณีทีมงานมีความสามารถสูง มีความกระตือรือร้นในการทำงาน และไม่ต้องการการดูแลอย่างใกล้ชิด แต่ถ้าการเปิดโอกาสเช่นนี้ไม่ได้เกิดจากทักษะการบริหารหรือความตั้งใจของผู้นำ แต่เป็นเพราะความขี้เกียจที่จะเข้าไปยุ่ง หรือเป็นความละเลย ผู้นำประเภทนี้มักจะประสบความล้มเหลวในที่สุด

3. ทฤษฎีผู้นำตามสถานการณ์ (Contingency Theories)
    จากการยอมรับว่าไม่มีผู้นำประเภทใดดีที่สุดในทุกสถานการณ์ นำไปสู่ทฤษฎีที่ว่า การจะชี้ว่าผู้นำประเภทใดเป็นผู้นำที่ดีที่สุดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าสถานการณ์นั้นเป็นอย่างไร ทฤษฎีนี้พยายามค้นหาว่าผู้นำประเภทใดดีที่สุดในสถานการณ์แบบใด เช่น หากต้องการการตัดสินใจที่รวดเร็ว ผู้นำประเภทใดที่ดีที่สุด หากต้องการได้รับความสนับสนุนจากทีมงาน จะมีวิธีการนำทีมที่มีประสิทธิผลมากกว่านี้หรือไม่ ผู้นำควรให้ความสำคัญกับคนหรือกับงาน คำถามเหล่านี้เป็นคำถามที่ทฤษฎีผู้นำตามสถานการณ์พยายามหาคำตอบ

4. ทฤษฎีอำนาจและอิทธิพล (Power and Influence Theories)
    ทฤษฎีนี้เป็นเรื่องของการที่ผู้นำได้ใช้อำนาจและอิทธิพลเพื่อให้งานได้รับการปฏิบัติโดยมุ่งเน้นการใช้
  (1) อำนาจตามตำแหน่งหน้าที่ (positional power) ได้แก่ อำนาจตามกฎหมาย การให้รางวัล และการบังคับให้ปฏิบัติ
  (2) อำนาจส่วนบุคคล (personal power) ซึ่งมีที่มาจากความชำนาญการ และบุคลิกภาพ

    ผู้นำแลกเปลี่ยนประโยชน์ (transactional leadership) เป็นอีกรูปแบบหนึ่งของผู้นำที่ใช้อำนาจและอิทธิพล แนวคิดนี้มีสมมุติฐานว่าบุคคลทำสิ่งใดก็เพื่อหวังรางวัลเท่านั้น ไม่มีเหตุผลอื่น ผู้นำประเภทนี้จะให้ความสำคัญกับการออกแบบงานและโครงสร้างรางวัล แม้ว่าแนวคิดนี้อาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีที่สุดในการสร้างความสัมพันธ์และการพัฒนาสภาพแวดล้อมการทำงาน แต่ก็มักจะได้ผล และผู้นำทั้งหลายในองค์กรส่วนใหญ่ก็ใช้แนวคิดนี้เพื่อทำให้งานสำเร็จ

    การนำด้วยการทำเป็นตัวอย่าง (leading by example) ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่มีประสิทธิผลมากที่สุดในการสร้างอิทธิพลแก่ทีมงาน

    ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลง (transformational leadership) มักจะเป็นรูปแบบผู้นำที่ดีที่สุดที่ใช้กันในวงการธุรกิจ ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงมีความซื่อสัตย์มั่นคงและมุ่งมั่นที่จะสร้างวิสัยทัศน์ที่เปี่ยมด้วยแรงบันดาลใจ ผู้นำเพื่อการเปลี่ยนแปลงจะจูงใจผู้คนให้บรรลุวิสัยทัศน์ดังกล่าว และเมื่อยิ่งส่งทอดวิสัยทัศน์ก็จะยิ่งสร้างทีมงานที่เข้มแข็งและมีประสิทธิผล

ผู้นำที่แท้จริง (Authentic Leadership)
    ที่กล่าวมาข้างต้น เป็นรูปแบบของผู้นำตามทฤษฎีภาวะผู้นำ แต่ผู้ที่จะเป็นผู้นำที่แท้จริงหรือผู้นำที่เชื่อถือได้อย่างสนิทใจ (Authentic Leadership) อาจต้องผสมผสานลักษณะต่างๆ ที่ปรากฏในผู้นำแต่ละประเภทมาใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์

    ผู้นำทุกวันนี้ต่างจากผู้นำในสมัยก่อน การบริหารจัดการแบบจากบนลงล่างนำมาใช้ในการจัดการยากขึ้นทุกที พนักงานในปัจจุบันต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างเต็มที่ในเรื่องที่พวกเขากำลังปฏิบัติ พวกเขาต้องการความรู้สึกว่างานของพวกเขามีความหมาย และคาดหวังว่าจะสามารถเชื่อถือไว้วางใจผู้นำซึ่งเป็นผู้รับผิดชอบงานที่เขาทำได้

    จากความคาดหวังที่เพิ่มมากขึ้นนี้ จึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่งที่ผู้นำจะต้องสร้างแรงบันดาลใจ ความรัก และความมั่นใจให้เกิดกับบุคคลที่เป็นผู้ตาม เพื่อที่เวลาใครได้ทำงานร่วมกับเขาจะได้มอบหัวใจทั้งหมดให้กับการดำเนินการ จิตวิญญาณของการทำงานเป็นทีมจะแผ่กระจายไปทั่วทั้งองค์กร ส่งผลให้เกิดขวัญกำลังใจและผลงานที่เยี่ยมยอด เมื่อทีมงานมีความเชื่อถือในผู้นำ เขาจะพร้อมเล่าปัญหาให้ผู้นำทราบเพราะมั่นใจว่าปัญหาทั้งหลายจะได้รับการแก้ไขแทนที่จะถูกละเลย

    ผู้นำที่แท้จริงจะสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานดูดดึงเข้าหากัน อุทิศตนให้กับการทำงาน และแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งกันและกัน การจะนำในลักษณะเช่นนี้ได้ ผู้นำจะต้องมีความซื่อสัตย์และคงเส้นคงวา มั่นคงกับคุณค่าที่แท้จริงของตนเองและจะไม่ยอมให้ใครดึงเขาออกไปจากสิ่งที่คิดว่าถูกต้อง เขาเป็นผู้ที่ซื่อตรง มีคุณธรรม มีสติและมั่นคงแม้ในระหว่างเวลาที่ยุ่งยากมากที่สุด

    การพัฒนาตนเองเพื่อเป็นผู้นำประเภทนี้ เกี่ยวข้องกับทักษะ บุคลิกลักษณะ และปัจจัยอื่นอีกหลายอย่าง ได้แก่
  1) จริยธรรม (Ethics)
    ผู้นำที่แท้จริง คือผู้นำที่มีจริยธรรมและไม่เคยประนีประนอมในความถูกผิด

  2) อำนาจ (Power)
    ผู้นำทุกคนมีอำนาจ แต่ผู้นำที่แท้จริง รู้ว่าจะใช้อำนาจที่ถูกต้องเพื่อทีมงานและเป้าหมายที่ต้องการบรรลุได้อย่างไร ผู้นำที่แท้จริง จะเลือกใช้อำนาจที่เกิดจากความศรัทธาของทีมงานที่เฝ้ามองความเป็นผู้รู้ (expert power) ของผู้นำ

    ผู้นำที่แท้จริง ใช้อำนาจด้วยการทำตัวให้เป็นตัวอย่าง (leading by example) เมื่อผู้นำทำอย่างที่พูด พวกเขาก็จะได้รับความเคารพและความชื่นชมจากทีมงาน ผู้นำที่แท้จริง ไม่เพียงรู้ว่าจะใช้อำนาจประเภทไหนในแต่ละสถานการณ์ แต่ยังรู้ด้วยว่าอำนาจมาจากไหนและจะใช้มันอย่างไร

  3) การสื่อสาร (Communication)
    ผู้นำที่แท้จริง เป็นนักสื่อสารชั้นยอด พวกเขาใช้กลยุทธ์การสื่อสารมากมายหลายอย่างในการส่งผ่านคุณค่า สร้างแรงบันดาลใจ ออกคำสั่งที่ชัดเจน ผู้นำที่แท้จริง มักใช้การเล่าเรื่อง (storytelling) เป็นเครื่องมือในการสื่อสารเรื่องราวที่สำคัญ การเล่าเรื่องสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้ทีมงานทุ่มเทตนเพื่อการทำงานมากขึ้น และถ้าผู้นำมีศิลปะการเล่าเรื่องที่ดีอาจถึงขั้นทำให้เรื่องที่เล่านั้นกลายเป็นวิถีปฏิบัติหรือวัฒนธรรมองค์กรก็เป็นได้

    การสื่อสารเกี่ยวข้องกับทั้งการให้และการรับ ผู้นำที่แท้จริงจะฟังผู้อื่นอย่างตั้งใจและยอมรับคำแนะนำที่ดีๆ ไม่ว่าคำแนะนำนั้นจะมาจากที่ใดหรือจากใคร โดยปกติแล้วเป็นเรื่องยากที่ผู้นำจะได้รับข้อมูลป้อนกลับ (feedback) ที่เป็นข้อเท็จจริงเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงงาน ส่วนมากข้อมูลที่ได้มักเป็นข้อมูลประจบประแจง แต่ผู้นำที่แท้จริง จะทำงานอย่างหนักเพื่อสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารแบบเปิดให้ทีมงานเต็มใจที่จะเล่าข้อเท็จจริงเช่นนั้นให้ทราบ

  4) องค์กร (The Organization)
    เราอาจจะเคยเห็นผู้นำที่คิดถึงแต่ตัวเองแทนที่คิดถึงองค์กรและทีมงานหรือผู้ตามของเขา แต่ผู้นำที่แท้จริง ไม่เคยลืมว่าพวกเขามีภาระความรับผิดชอบอันยิ่งใหญ่ พวกเขาให้ความสำคัญกับคนและองค์กรของเขาเป็นลำดับแรก เป้าหมายของผู้นำควรสอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรเพราะหากเป้าหมายทั้งสองไม่สอดคล้องกัน การให้ความสำคัญกับเป้าหมายขององค์กรจะถูกลิดรอนออกไป ผลที่ตามมาคือความสั่นคลอนของความเชื่อถือ

    ผู้นำที่แท้จริง รู้ว่าอะไรที่เป็นตัวขับเคลื่อนองค์กรและทีมงานของเขา ซึ่งทำให้เขารู้ได้ทันทีว่ามีอะไรที่ผิดพลาดถ้าองค์กรหรือทีมงานทำงานไม่ได้ตามที่คาดหวัง คุณพร้อมที่จะพัฒนาตนเองให้เป็นผู้นำที่แท้จริงแล้วหรือยัง

    บทความที่เกี่ยวข้องซึ่งขอแนะนำให้อ่านประกอบ
  • 2-Factor Theory [Frederick Herzberg]
  • Autocratic Leadership
  • Cognitive Behavioral Therapy (CBT)
  • Contingency Theory of Leadership [Fiedler]
  • Ethical Leadership
  • Giving Feedback
  • Situation-Behavior-Impact Feedback Tool
  • Trait-Based Leadership Models
  • Transformational Leadership Theory [Burns]

———————————

See also  [NEW] 40 แบบชุดไปงานแต่งงาน โทนสีสุภาพไม่ฉูดฉาด | แบบ ผม ไป งาน แต่งงาน - PINKAGETHAILAND

หมายเหตุ: ผู้เขียนเปิด website สำรองข้อมูล ไว้ที่ drpiyanan.blogspot.com ผู้สนใจสามารถเปิดเข้าอ่านได้เช่นเดียวกับ web นี้ แต่จะมีความยั่งยืนกว่าเพราะสามารถรักษาสถานภาพของ web อยู่ได้โดยไม่ต้องต่ออายุ domain และ hosting เป็นรายปี

Visits: 21725

Contents

See also  3วิธีแก้ปัญหามือแห้งกร้าน มือเหี่ยว มือด้าน แบบผู้หญิงญี่ปุ่น🇯🇵 ได้ผลไว เห็นผลจริง100%#สะใภ้ปลาดิบ | มือ หยาบ ก ร้าน

Like this:

Like

Loading…

[Update] รู้สึกท้อต้องทำยังไง? 25 วิธีให้กำลังใจตัวเอง ในวันแย่ๆ | วิธี ทํา ให้ ตัว เอง ดู ดี – PINKAGETHAILAND

ความผิดหวัง ความเนือย ความเงียบเหงา อาการหมดไฟ เป็นอาการของคนที่กำลังท้อ

ในช่วงที่ชีวิตเราดูสุดจะท้อแท้ ทุกอย่างรอบตัวเราก็เหมือนจะเป็นสีเทาไปหมด เหมือนกับว่าทุกอย่างพยายามที่จะขัดขวางเราไม่ให้มีความสุข

บทความนี้ผมเขียนมาทั้งให้ ‘กำลังใจ’ และ ‘เสนอทางออก’ กับคนที่กำลังท้อกับชีวิต ไปดูกันครับว่าเราต้องทำยังไงบ้างถึงจะลุกขึ้นมาสู้ต่อไปได้

รู้สึกท้อต้องทำยังไง? 25 วิธีให้กำลังใจตัวเอง

#1 เริ่มทำไปก่อนแล้วค่อยหาแรงจูงใจภายหลัง

ไม่ว่าใจเราจะรู้สึกยังไง สุดท้ายแล้วภาระหน้าที่ของเราก็ไม่สามารถรอเราได้หรอครับ เพราะฉะนั้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าที่ดีที่สุดเวลารู้สึกท้อก็คือการลุกขึ้นไปทำอะไรสักอย่าง

คุณต้องทำให้ดีที่สุด และยิ่งคุณพยายามเยอะยิ่งคุณตั้งใจทำเยอะผลลัพธ์ก็จะออกมายิ่งดี และเมื่อผลลัพธ์ออกมาดีคุณก็จะรู้สึกมีกำลังใจมากขึ้น

พูดไปแล้วมันก็ดูเหมือนง่ายเลยนะครับ การแก้ปัญหาไม่มีกำลังใจก็คือให้ทำงานไปเรื่อยๆจนกว่าจะมีกำลังใจนั่นเอง

#2 กำลังใจจากคนรอบข้างสำคัญเสมอ

หากคุณเป็นเหมือนผม บางทีกำลังใจที่ดีที่สุดก็คือการใช้เวลากับคนรอบข้าง คนที่รู้สึกท้อขาดกำลังใจก็เหมือนกับแบตเตอรี่ที่ไม่ได้ถูกชาร์จครับ และการแบ่งเวลาให้กับคนรอบข้างก็เป็นการชาร์จแบตเตอรี่ให้ตัวเองอย่างหนึ่ง

ซึ่งกำลังใจพวกนี้ก็ไม่ได้ต้องมากมายอะไรหรอก บางครั้งเราก็แค่อยากจะหาเรื่องหัวเราะ หาเรื่องทำอะไรที่มีความสุข หรือแค่อยากได้ยินคำว่า ‘สู้ๆนะ’ จากคนที่เรารักก็แค่นั้นเอง

นอกจากจะได้ความอบอุ่นรู้สึกพักผ่อนแล้วบางทีคนรอบข้างอาจจะให้มุมมองอะไรเราใหม่ๆ ที่นำมาใช้แก้ปัญหาของเราได้ด้วย ลองอ่านบทความของผมเรื่องกำลังใจได้ครับ กำลังใจสำคัญอย่างไร

#3 ตั้งเป้าหมายเล็กๆที่เราสามารถทำได้จริง

บางครั้งการเสียกำลังใจหรือการรู้สึกท้อก็มาจากการที่เราไม่สามารถทำตามสิ่งที่เราฝันหรือว่าทำตามสิ่งที่เราอยากได้ ซึ่งก็อาจจะแปลว่าสิ่งพวกนั้นมันยากเกินไป ใช้ความพยายามเยอะเกินไป หรืออาจจะมี ‘ระยะปันผล’ ที่ยาวนานกว่าที่เราจะสามารถสู้ได้

เพราะฉะนั้นเพื่อเป็นการสร้างกําลังใจให้ตัวเอง เราต้องหาวิธีให้รางวัลตัวเองในระยะสั้นด้วย ซึ่งก็จะมาในรูปแบบการตั้งเป้าหมายเล็กๆ เป้าหมายเล็กๆพรุ่งนี้หากเราค่อยๆทำไปเรื่อยๆก็จะทำให้เราสามารถพิชิตเป้าหมายขนาดใหญ่ของเราได้

ยกตัวอย่างเช่นหากเรามีเป้าหมายอยากจะเก็บเงินให้ได้ 1 ล้านบาทซึ่งมันก็เป็นตัวเลขที่มากใช่ไหมครับ บางคนเห็นตัวเลขนี้ก็หมดกำลังใจแล้ว แต่ถ้าเราแตกเป้าหมายนี้ให้เป็น 1 แสนบาทต่อปีเป็นจำนวน 10 ปี หรือถ้าจะทำให้ละเอียดกว่านั้นก็คือหมื่นบาทต่อเดือน เป้าหมายก็อาจจะไม่ได้ดูยากขนาดนั้นอีกต่อไป

#4 ดูหนังปลุกใจ

ถ้าคุณเป็นคอหนัง การดูหนังให้ทุกเรื่องก็จะเป็นการสร้างกำลังใจให้รอเป็นอย่างดีเลยครับ 

สำหรับผมแล้วพวกหนังที่เกี่ยวกับคนทำตามความฝัน ดูหนังแอ็คชั่นที่มีพลังเยอะๆ จะช่วยทำให้ผมรู้สึกกระตือรือร้นหรืออยากทำอะไรมากขึ้นเวลาหนังจบลง

หรือถ้าคุณรู้สึกดาวน์รู้สึกท้อ คุณก็อาจจะพักด้วยการไปดูหนังตลกเลยดูหนังการ์ตูนแทน การดูหนังที่เบาสมองจะช่วยทำให้คนรู้สึกพักผ่อนได้มากขึ้น เรียกได้ว่าเป็นการเติมพลังอีกแบบนึง

#5 ถ้าหนังมันยาวไปก็ดูคลิปวีดีโอแทน

ในกรณีที่คุณไม่อยากใช้เวลา 1-2 ชั่วโมงในการดูหนัง อีกทางเลือกที่ดีก็คือดูคลิปวีดีโอแทน ยกตัวอย่างเช่นคลิปวีดีโอจาก YouTube เป็นต้น

หนึ่งในคลิปที่ผมชอบที่สุดก็คือคลิปปลุกใจจากหนังเรื่อง Rocky เวลาดูเสร็จแล้วทำให้ผมรู้สึกว่าอะไรในโลกก็เป็นไปได้หมดถ้าเรามีความตั้งใจ

คลิปพวกนี้มีเยอะมากครับให้ดูทั้งวันก็ไม่จบ ผมแนะนำให้ลองเปิดหาดูแล้วก็เซฟคลิปที่คุณชอบไว้เพื่อดูให้กำลังใจตัวเองในวันที่คุณท้อ

#6 หรือไม่อย่างนั้นก็ฟังเพลง

‘เพลงปลุกใจ’ ไม่ได้หมายความว่าเราต้องฟัง ‘บางระจัน’ ของพี่แอ๊ดคาราบาวเท่านั้น ให้เลือกเพลงที่คุณชอบและมีความหมายสำหรับคุณ 

ส่วนมากแล้วผมจะชอบเพลงที่เร็วหน่อยและมีเนื้อหาดีเหมาะสำหรับเวลาที่เราต้องการพลังงาน แต่ผมคิดว่าทุกคนก็คงมีเพลงโปรดของตัวเองอยู่แล้ว 

สิ่งที่ผมไม่แนะนำเวลารู้สึกท้อก็คือการฟังเพลงที่ ‘ตอกย้ำ’ ความรู้สึกพวกนี้ซ้ำไปซ้ำมาทั้งวัน เพลงแนวนี้มันเพราะขึ้นเวลาเรารู้สึกเศร้าก็จริงครับ การฟังเพลงเศร้าทำให้เราเข้าถึงอารมณ์ตัวเองได้มากขึ้นและเป็นการความเครียดได้ แต่ถ้าฟังมากเกินไปเราก็จะรู้สึกแย่กว่าเดิม

#7 เลิกโทษตัวเอง

อาการที่ตามมาพร้อมกับความรู้สึกท้อก็คือความรู้สึก ‘ว่างเปล่า’ เราอาจจะคิดว่าสิ่งที่เราทำมันไม่มีความหมาย หรือไม่มีคนเห็นค่า ซึ่งสิ่งที่จะตามมาหลังจากนั้นก็คือ ‘ปัญหามันอยู่ที่ใครกัน’

บางครั้งความท้อก็ทำให้เรารู้สึกว่า ‘เป็นเราหรือเปล่านะที่ทำผิด’ แต่ในความเป็นจริง ชีวิตคนเรามันซับซ้อนมากไปกว่าการที่จะมีมุมมองในมุมมองหนึ่งที่ถูก คำตอบที่ถูกต้องและดีที่สุดสำหรับตัวเราก็คือการเลือกหาคนผิดคนถูก โฟกัสในส่วนของการแก้ปัญหาหรือทำให้อนาคตมันดีขึ้น

หากคุณมีปัญหาเรื่องนี้ ลองอ่านสองบทความนี้ได้ครับ 40 วิธีทําใจให้สงบ ไม่ฟุ้งซ่าน และ 40 วิธีปล่อยวางเพื่อสร้างความสุขในชีวิต

#8 พักชั่วคราว

การที่เราขอใช้เวลาเสาร์อาทิตย์เพื่อหยุดพักสมองก็เป็นการเติมพลังให้ตัวเองได้อย่างหนึ่ง

ไม่ได้หมายถึงว่าต้องหยุดทำทุกอย่างหรือหยุดทำไปเลย เราแค่ขอเวลานิดหน่อยเพื่อให้สมองได้คิดและได้ปรับอารมณ์ตัวเอง ซึ่งสำหรับคนที่มีภาระหน้าที่อย่างอื่นก็อาจจะหมายถึงการเลื่อนการทำบางสิ่งออกไปก่อน แต่ภาระอื่นที่จำเป็นต้องทำทุกวัน ถ้าเราไม่อยากทำจริงๆเราก็ต้องหาคนมาทำแทนครับ

บางคนอาจจะใช้เวลาช่วงพักในการทำอะไรที่ตัวเองชอบ อาจจะเป็นการเดินทางหรือการใช้เวลากับงานอดิเรก ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับตัวคุณแล้วว่าพักได้ยาวแค่ไหนหรือพักแล้วอยากใช้เวลากับอะไรบ้าง

#9 ออฟไลน์ (Offline)

เวลาเราเสียกำลังใจ เราก็ต้องรู้วิธีแบ่งเวลาให้ตัวเองบ้าง และสิ่งที่ดีที่สุดคือการตัดสิ่งรบกวนรอบตัวออกไปซักพักหนึ่ง 

ข้อแนะนำสำหรับคนยุคออนไลน์ก็คือการตัดตัวเองออกจากสื่อรอบตัวชั่วคราว ให้ลองพักการเล่นโซเชียลต่างๆ พักการตอบไลน์ บางคนอาจจะถึงขนาดปิดมือถือเลยด้วยซ้ำ การเอาตัวเองมาออกมาจากโลกออนไลน์จะทำให้เราโฟกัสไปกับสิ่งรอบตัวเรามากขึ้น เราอาจจะเอาเวลานี้ไปเดินสวนชมนกชมไม้ หรือเอาไปออกกำลังกายอะไรก็ได้ครับ ทำในสิ่งที่เรา ‘ไม่ว่างจะทำ’ เพราะมัวแต่ตอบไลน์เล่นเฟสบุ๊ค

#10 มองย้อนหลังว่าเราทำอะไรมาบ้างแล้ว

อาการท้อมาจากความคิดที่ว่าเราทำอะไรไม่เห็นผลหรือไม่ได้ผลลัพธ์ที่เราอยากได้ซักที การปรับความคิดที่ดีที่สุดคือการมองย้อนหลังดูว่าเราได้พัฒนามาไกลแค่ไหนแล้ว ถ้าเทียบกับเมื่อห้าปีสิบปีที่แล้ว เราเคยเป็นยังไงมาก่อน และวันนี้เรามีมากกว่าหรือเรียนรู้อะไรเยอะกว่าเมื่อก่อนมากหรือเปล่า

เลิกเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น เลิกมองแค่เป้าหมายข้างหน้าอย่างเดียว แล้วหันมามีความสุขกับ ‘การเดินทาง’ ของตัวเองดีกว่า

#11 เราทำสิ่งนี้เพื่ออะไร

หากเราเริ่มทำอะไรซักอย่างมานานๆ บางครั้งเราก็อาจจะลืมเหตุผลที่เราเริ่มทำ แรงจูงใจแรกที่บอกให้เราเริ่มพยายามคืออะไรกันนะ? 

ลองใชัเวลาสองสามนาทีมานึงถึงสาเหตุที่คุณเริ่มทำดูครับ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน การเรียน หรือภาระงานบ้านงานครอบครัว หากจำเป็นก็ให้เขียนใส่กระดาษแล้วเก็บไว้ใกล้ตัวเลย วันไหนที่เรารู้สึกท้ออีกก็ให้นำออกมาดู

วิธีนี้เป็นสิ่งที่คนมีครอบครัวทำกันบ่อยครับ การเก็บรูปลูกตัวเองไวในกระเป๋าตังหรือหน้าจอมือถือเพื่อหยิบขึ้นมาดูเวลาอยากได้กำลังใจในการสู้ต่อไป

#12 เรากำลังเดินออกมาจากอะไร

สำหรับคนที่อยู่ในสถานการณ์ที่น่าอึดอัด ‘ชีวิตที่ดีกว่า’ ก็เป็นแรงจูงใจที่ดี เวลาที่เราท้อเพราะสิ่งที่อยู่ข้างหน้ามันยากเหลือเกิน เราก็ต้องเตือนตัวเองไว้ว่าอนาคตของเราจะดีกว่านี้

หากเราไม่พยายามหรือไม่ทำอะไรเลย เราจะมีความสุขกับตัวเองตอนนี้ไหม แล้วอีกหนึ่งปีข้างหน้าล่ะ แล้วห้าปีข้างหน้าล่ะ หากคุณยอมรับผลลัพธ์ของการอยู่เฉยๆไม่ได้ คุณก็ต้องลุกขึ้นไปทำอะไรซักอย่าง

#13 ปรับวิธีการทำ

ความรู้สึกท้อมาจากการทำอะไรซ้ำไปซ้ำมา วิธีแก้ปัญหาจุดนี้ก็คือการปรับเปลี่ยนวิธีการทำงานของเราครับ 

หากเราท้อเพราะอ่านหนังสือเท่าไรก็ไม่เข้าใจซักที เราก็อาจจะเปลี่ยนวิธีเป็นหาคนช่วยติวแทน หากเราทำงานเท่าไรก็ไม่ดีขึ้น เราก็อาจจะไปหาสถานที่อบรมศึกษาข้อมูลเพิ่ม นอกจากเราจะได้ความรู้ใหม่ๆแล้ว เราอาจจะหาวิธีที่ดีกว่าเดิมที่เราไม่เคยคิดมากก่อนก็ได้

#14 สร้าง ‘ความรับผิดชอบ’ ให้ตัวเอง

คนส่วนมากมีแรงจูงใจในการทำงานเพราะมันจำเป็นต่อการใช้ชีวิตใช่ไหมครับ เราต้องการเงินมาใช้จ่ายต่างๆและก็มีหัวหน้าคอยดูผลงานของเราด้วย

แต่ ‘หน้าที่’ บางอย่างในชีวิตก็ไม่มีใครมาคอยกดดันเราครับ ไม่มีใครบอกให้เราอ่านหนังสือสำหรับต่อปริญญาโท ไม่มีใครมาบังคับให้เราทำงานบ้านหรือออกกำลังกายได้ 

หากคุณเป็นคนที่ต้องการความกดดันในการเริ่มทำอะไรซักอย่าง คุณก็ควรสร้าง ‘ความรับผิดชอบ’ ให้ตัวเอง อาจจะทำได้ง่ายโดยการให้เพื่อนของคุณ ‘ปรับเงิน’ คุณทุกครั้งที่ไม่ได้ไปออกกำลังกาย หรือ โพยรายงานตัวเองบนเฟสบุ๊คเพื่อให้คนอื่นดูตลอด ลองสรา้ง ‘ความรับผิดชอบ’ ที่จะผลักดันคุณไปทางที่ดีขึ้นดูครับ

#14 กิจวัตรประจำวันที่ดี

‘เป้าหมาย’ กับ ‘การดำเนินการ’ เป็นสองอย่างที่คุณต้องหาสมดุลให้ได้ หากคุณมีเน้นแต่เป้าหมาย คุณก็อาจจะทำงานได้ไม่ดีนัก แต่ถ้าคุณเน้นแต่วิธีทำ คุณก็อาจจะไม่เห็นภาพรวมและไม่รู้สึกจูงใจที่จะทำงานเท่าไร

หากคุณสามารถแตกเป้าหมายใหญ่ๆของคุณออกมาเป็น ‘กิจวัตรประจำวัน’ ได้ คุณก็จะรู้สึกมีกำลังใจในการทำการแต่ละวันมากกว่าเดิม เช่นถ้าเป้าหมายของคุณคือการลดน้ำหนัก แทนที่คุณจะหาเวลาออกกำลังกายอาทิตย์ละสองชั่วโมง คุณก็สามารถเปลี่ยนเป็นการออกกำลังกายทุกวันก่อนนอน ครั้งละ 20 นาทีแทน การย่อยงานใหญ่ให้เป็นงานเล็กๆทุกวันจะทำให้คุณมีกำลังใจอยากทำมากขึ้น…เพราะมันทำได้จริงมากกว่า

#15 สถานที่ที่เหมาะสม

เพื่อนของผมชอบทำงานที่ร้านกาแฟเพราะรู้สึกว่าทำงานได้คล่องกว่า ส่วนผมชอบทำงานในห้องนอนเพราะรู้สึกว่าเงียบดีไม่มีใครรบกวน 

ทุกคนมีวิธีการทำงานไม่เหมือนกัน ในสถานที่ที่ถูกต้องเราจะรู้สึกมีกำลังใจและมีความพยายามในการทำงานมากขึ้นครับ 

#16 ช่วงเวลาที่เหมาะสม

นอกจากสถานที่แล้ว ‘ช่วงเวลา’ ก็เป็นปัจจัยสำคัญเหมือนกัน บางคนชอบทำงานตอนเช้า บางคนชอบทำงานตอนกลางคืน 

การเปลี่ยนตารางเวลาทำงานของเราเล็กน้อยอาจจะช่วยทำเรามีกำลังใจในการทำงานมากขึ้นกว่าที่คิดครับ มันมีงานวิจัยทางวิทยาศาตร์อยู่เยอะครับว่าช่วงเวลาไหนที่เราควรทำงานมากที่สุด แต่สุดท้ายแล้วสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับตัวเราก็คือการ ‘เลือกเวลา’ ที่เราสะดวกสบายใจ

#17 กำลังใจและการพักผ่อน

การพักผ่อนร่างกายในที่นี้หมายถึงการนอน 

เคยได้ยินเรื่องคนที่เครียดมากจนเป็นลมไหมครับ เวลาสมองเราเครียดหนักหรือคิดเยอะจนร่ายกายของเรา ‘รับไม่ไหว’ สมองของเราก็จะแก้ปัญหาด้วยการ ‘เป็นลม’ เพื่อลดภาระการกดดันตัวเองที่มากเกินไปจนอาจจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย (เช่นความโรคความดัน)

คุณอาจจะไม่ใช่คนที่เครียดเยอะจนเป็นโรคความดันหรือมีปัญหาเส้นเลือดในสมอง แต่การนอนและการพักผ่อนเป็นวิธีปล่อยให้ร่างกายตัวเองได้ ‘ฟื้นฟู’ ตัวเอง พอคุณได้พักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว คุณก็จะรู้สึกดีขึ้น เครียดน้อยลงหรือบางทีอาจจะรู้สึกปลอดโปร่งจนคิดวิธีแก้ปัญหาที่คุณประเชิญอยู่ได้ด้วย

#18 กำลังใจและการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

ถ้าคุณอ่านบล็อกของผมมาบ้าง คุณก็จะเห็นได้ว่าความสุข การนอน และ การออกกำลังกายเป็นของที่มาคู่กันทั้งหมด

การออกำลังกายทำให้ร่างกายเครียดน้อยลงและสามารถทำให้เรามองโลกในแง่ดีได้มากขึ้น ซึ่งก็จะทำให้เราสามาารถโฟกัสได้ดีขึ้นด้วย

#19 ศรัทธาของคุณ

ศรัทธาเป็นกำลังใจที่น่ามหัศจรรย์มาก 

วิกิพีเดียบอกว่า ศรัทธาคือ ‘ความเชื่อที่ประกอบด้วยเหตุผล’ ซึ่งสำหรับหลายคนก็คือ ชาติ ศาสนา การทำดี หรือแม้แต่ความรัก คนเราให้ความสำคัญแต่ละอย่างไม่เหมือนกัน แต่ถ้าคุณมีอะไรที่คุณรักมากให้ความสำคัญมาก คุณก็ควรนำสิ่งนั้นมาเป็นแรงจูงใจของตัวเอง

25 วิธีให้กำลังใจตัวเอง ในวันแย่ๆ - ศรัทธา

เพราะฉะนั้นไม่ว่าศรัทธาหรือความเชื่อของคุณคืออะไร ไม่ว่าจะเป็นพระเจ้า ความรัก การสร้างบุญ ให้ลองปรับความคิดของคุณดูว่าปัญหาที่คุณเจออยู่ในตอนนี้มีศรัทธาอะไรของคุณที่สามารถตอบโจทย์ได้ไหม

หรือถ้าศรัทธาไม่เพียงพอสำหรับคุณ ผมก็แนะนำให้ลองอ่าน ‘ปรัชญา’ แทนนะครับ ลองอ่านเรื่อง Stoicism คืออะไร? การอดทนและควบคุมตนเอง แบบสโตอิก ดูนะครับ

#20 การฉลองและให้รางวัลตัวเอง

การฉลองและให้รางวัลตัวเองคือการเติมพลังให้ตัวเองเล็กน้อยแต่ทำเรื่อยๆ

ร่างกายของเราต้องการอาหารวันละสามมื้อใช่ไหมครับ หากเรามองว่า ‘หัวใจ’ ของเราต้องการ ‘กำลังใจ’ ด้วยก็คงไม่ใช่เรื่องผิดอะไร แต่ว่ากำลังใจที่เราได้จากการทำอะไรใหญ่ๆเช่นการฉลองได้เลื่อนตำแหน่งหรือโบนัสออก มันไม่ได้มาเรื่อยๆ ระหว่างทางที่เราพยายามอยู่เราก็อาจจะรู้สึกท้อก็ได้ 

แต่ถ้าเรารู้จักให้กำลังใจตัวเองเรื่อยๆ อาจจะเป็นการฉลองทุกวันศุกร์ หรือการให้รางวัลตัวเองหลังปิดโปรเจคเล็กๆได้ เราก็จะมีแรงจูงใจในการทำงาน ‘บ่อยครั้ง’ กว่าเดิม การฉลองและรางวัลพวกนี้ไม่จำเป็นต้องเป็อะไรใหญ่หรือแพงก็ได้ครับ เราอาจจะแค่ซื้อไอติมกินยี่สิบบาทเพื่อสร้างความสุขเวลาที่เราต้องการมันจริงๆก็พอ ซึ่งก็จะตามมาด้วยข้อถัดไป

#21 สังเกตุตัวเองให้ดี

ข้อสำคัญของการให้รางวัลตัวเองเรื่อยๆ คือเราต้องรู้จักอารมณ์และสภาพจิตใจตัวเองก่อน คนที่รู้จักตัวเองดีจะสามารถบอกได้ล่วงหน้าเลยว่า ‘ทำงานนี้จบแล้วต้องเหนื่อยแน่ๆ’ หรือ ‘ตอนนี้เริ่มจะไม่ไหวแล้ว’ 

หากเราสังเกตุตัวเองเรื่อยๆและรู้จักถามตัวเองว่า ‘รู้สึกยังไงอยู่’ บ่อยๆ เราจะสามารถจับตัวเองได้ก่อนที่จะรู้สึกท้อจนไม่อยากจะทำอะไรทั้งนั้น การสังเกตุตัวเองคือการป้องกันปัญหาก่อนที่จะบานปลายจนยากที่จะแก้

#22 เป็นแฟนกับตัวเอง

หมายความว่าให้ดูแลตัวเองให้ดีเหมือนตอนเราดูแลแฟนเรา เช่นการถามตัวเองบ่อยๆว่ารู้สึกยังไงอยู่ เหนื่อยมั้ย หรือหากิจกรรมอะไรมาดูแลตัวเองบ้าง 

See also  เปิดกรุสกินแคร์ แก้ปัญหาผิวมันขาดน้ำ หลัก 10 ถึงหลัก 1,000 | ครีม เพิ่ม ความ ชุ่มชื้น

มันอาจจะฟังดูตลก แต่คนส่วนมาก ‘เห็นว่าตัวเองเป็นของตาย’ คือคิดว่าตัวเราต้องรู้จักตัวเองดีที่สุด ตัวเราสามารถดูแลตัวเองได้ดีแล้ว พอความคิดพวกนี้ทับถมกันบ่อยๆก็ลืมไปว่าเราสามารถเรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองได้ดีมากกว่าเดิม และมันมีหลายวิธีที่เราสามารถทำให้ตัวเองรู้สึกดีขึ้นได้…เพียงแค่เราเริ่มถามตัวเองว่าอยากได้อะไร และ ต้องการอะไรบ้าง

บอกตัวเองเสมอว่า ‘ถ้าไม่ไหวอย่าบอกไหว’ และ ‘เหนื่อยก็พักบ้าง’

การอยู่กับตัวเอง มีความสุขกับตัวเองนั้นทำได้ไม่ยากอย่างที่เราคิด ผมแนะนำให้ศึกษาบทความนี้ครับ 15 วิธีอยู่กับตัวเอง ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ให้มีความสุข

#23 การยอมรับความรู้สึกว่าไม่โอเค

ข้อนี้เป็นข้อที่ผมชอบมากที่สุดและเป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ปัญหาทุกอย่าง

‘It’s OK Not Being OK’ คือการยอมรับว่าความรู้สึกท้อแท้หรือต้องการกำลังใจเป็นเรื่องธรรมชาติ และเป็นอารมณ์ปกติของมนุษย์ทุกคน

การปฏิเสธอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง คิดว่าความเศร้าเสียใจคืออารมณ์ของผู้อ่อนแอ และการปล่อยให้ตัวเองจมกับความรู้สึกเศร้าเป็นการทำร้ายตัวเองทั้งนั้น

ผมเชื่อว่าทุกคนมีมุมมองความเข้าใจของคำว่า ‘อ่อนแอ’ ‘ท้อแท้’ ไม่เหมือนกัน และทุกคนก็มีวิธีรับมือกับอารมณ์ตัวเองไม่เหมือนกันด้วย แต่สิ่งที่เราไม่ควรทำก็คือการปิดกั้นความรู้สึกตัวเอง ร่างกายมนุษย์ไม่ได้ถูกสร้างมาเพื่อให้ ‘ไม่รู้สึกอะไร’ ความรู้สึกคือสัญญาณเตือนจากสมองสู่ร่างกายของเรา และการยอมรับกับการเข้าใจความรู้สึกพวกนี้หมายความคุณกำลังกลายเป็น ‘มนุษย์ที่ดีขึ้น’ 

การยอมรับความรู้สึกตัวเองไม่ได้แปลว่าเราต้องจมอยู่กับความเศร้าหรือยอมแพ้เลิกทำอะไรเพราะหมดกำลังใจนะครับ…

#24 เต้นรำกลางสายฝน

การอยู่กับปัจจุบันแบบนักสู้ก็คือการเรียนรู้ที่จะเต้นรำกลางสายฝน (Dance in the rain)

เรารู้สึกเศร้าและร่างกายของเราอยากจะร้องไห้ แต่มันไม่ได้หมายความว่าความเศร้าความท้อแท้พวกนี้ต้องมาทำให้สิ่งอื่นในชีวิตของเราแย่ลงเลย เราสามารถมีความสุขกับทุกอย่างได้เพียงแค่เราปรับมุมมองของตัวเอง 

ความเศร้าคืออารมณ์อย่างหนึ่ง เป็นอารมณ์ที่เราสามารถยอมรับได้ แต่เราก็สามารถมีความสุขกับสิ่งอื่นได้ด้วย ต่อให้เราร้องไห้เราก็สามารถมีความสุขกับการกินไอศครีมได้

#25 ทุกอย่างจะดีขึ้นเสมอ

คำแนะนำสุดท้ายก็คือความเชื่อที่ว่าอนาคตจะดีขึ้นเสมอ ไม่ว่าวันนี้คุณจะท้อแท้หรือเสียกำลังใจมากแค่ไหน ขอแค่คุณยังไม่ยอมแพ้ อนาคตก็จะดีขึ้นเสมอ 

ใครที่อ่านบทความแล้ว รบกวนทำแบบสอบถามเพื่อให้ผมสามารถเขียนบทความที่ทุกคนชอบได้มากขึ้น https://forms.gle/TrkHTigUtcEMzqNt6

บทความเกี่ยวข้องที่เราแนะนำ


พูดเก่งแน่ๆแค่ทำแบบนี้ก่อนนอน | EP31


แจกฟรี! อีบุ๊ก 18 ความลับ! เปลี่ยนคุณ\rให้เป็น\rคนเจ้าเสน่ห์ [ทำยังไงให้ใครๆก็รักตั้งแต่แรกพบ]
👉https://lin.ee/iwazNnx
ฟังฟรี! จิตวิทยาการพูดชนะใจคน
👉https://www.youtube.com/playlist?list=PLfdtkwJb5cVr68FikXL1rVSYCpCn0vGle
กดเข้ากลุ่มฟรี! พูดพิชิตใจแบบจ้าวเสน่ห์!
👉https://www.facebook.com/groups/astcharismasecrets/
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ติดต่องาน 0621562868
Email : [email protected]
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ครองใจคน,วิธีชนะมิตรและจูงใจคน,วิธีการพูดนำเสนอ
,พูดอย่างไรให้น่าฟัง,สร้างเสน่ห์,เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ,การพูดพิธีกร,เทคนิคพูดให้น่าฟัง,พูดอย่างไรให้จับใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้คนชอบเรา,วิธีการพูดโน้มน้าวจูงใจ,พูดยังไงให้คนรัก,พูดอย่างไรให้คนเชื่อ,พูดอย่างไรให้คนคล้อยตาม,พูดในที่ชุมชน,พูดอย่างไรให้ชนะใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้ผู้ชายหลง,พูดอย่างไรให้มีเสน่ห์,คุยอย่างไรให้ได้คบ,คุยอย่างไรให้ผู้ชายชอบ,คุยอย่างไรให้ผู้หญิงชอบ,คุยอย่างไรให้สนุก,คุยอย่างไรไม่ให้เบื่อ,เทคนิคคุยกับลุกค้า,เทคนิคพูดหน้ากล้อง,เทคนิคพูดขายของ,เทคนิคเล่าเรื่อง,เล่าเรื่องอย่างไรให้สะกดใจคน

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูความรู้เพิ่มเติมที่นี่

พูดเก่งแน่ๆแค่ทำแบบนี้ก่อนนอน | EP31

5 ท่า ผู้ชาย เพิ่มความสูง ดูดีขึ้น กับท่าเสริมบุคลิก ทำที่บ้านได้ง่ายๆ แบบ 0 บาท | เอามั้ยลองไมค์


เพราะบุคลิกตอนนี้สำคัญกว่าหน้าตา ถ้าเราบุคลิกดี ก็ทำให้เรา ดูสูง แล้วดูดีขึ้นอย่างแน่นอน ไมค์เคยทดสอบ ทำ 5 ท่านี้ เพื่อนๆทักว่า ทำไรมา ดูสูงขึ้น แล้วดูดีขึ้น จริงๆ แล้วไมค์เหมือนเดิม แค่บุคลิกดีขึ้นแค่นั้น
ไมค์เลยอยากมาแชร์ 5 ท่าแบบฟรีๆ จากเทรนเนอร์ของไมค์ มีอะไรบ้าง มาดูกัน
ดูคลิปดูแลตัวเองเพิ่มเติม
ผู้หญิงชอบผู้ชายแบบไหนกันแน่? https://youtu.be/UcfAvPWsdo4
ผู้ชาย แต่งตัวกางเกงขาสั้น ให้ดูดี แบบประหยัด https://youtu.be/2jlJboRNm0
รีวิวโรงแรม Movenpick พาดูทุกห้อง ฮ่าแน่ https://youtu.be/yVbUjBLQcw
อย่าลืมกด SUBSCRIBE เพื่อติดตาม และ กดกระดิ่งแจ้งเตือน 🔔
จะได้ไม่พลาดคอนเทนท์ดูแลตัวเองแบบง่ายๆ แล้วเรามาดูดีไปพร้อมๆกัน
ฝากกด LIKE กด SUBSCRIBE เป็นกำลังใจให้ไมค์ในการทำคลิปต่อๆไปด้วยนะครับ
สามารถติดตามไมค์กันต่อได้ที่
TWITTER https://twitter.com/mikeweerapat
INSTAGRAM https://www.instagram.com/mikeweerapat/
FACEBOOK https://www.facebook.com/aowmailongmike/
Contact : [email protected]
aowmailongmike ผู้ชาย เพิ่มความสูง

5 ท่า ผู้ชาย เพิ่มความสูง ดูดีขึ้น กับท่าเสริมบุคลิก ทำที่บ้านได้ง่ายๆ แบบ 0 บาท | เอามั้ยลองไมค์

สวยให้ทันวันคอน! ทำยังไงให้สวยขึ้นใน 7 วัน! (เทคนิคดูแลผิวฉบับสาวมัธยม) | NUGIRL อะไรเล่า


ใกล้วันสำคัญทีไรสิวขึ้นทุกที! ทำไงดีล่ะทีนี้ NUGIRL อะไรเล่ามีเทคนิคดูแลผิวที่จะทำให้เราดูสวยขึ้นได้ใน 7 วัน! จะโสดหรือมีแฟนก็ทำได้ทุกคนเลยเด้อ แล้วทำยังไงให้สวยขึ้น? คำตอบแรกเลยคือต้องมีวินัยและทำทุกอย่างอย่างสม่ำเสมอนะคะ ไม่ว่าจะการดูแลผิวหน้า มาส์กหน้า ทาสกินแคร์หรือการดูแลริมฝีปากและเส้นผม ทุกอย่างถ้าทำเป็นประจำรับประกันเลยว่าเราจะดูดีขึ้นแน่นอน เทคนิคที่พี่จูเนียร์ พี่แพรวเอามาฝากกัน สาวๆ สามารถทำได้ทุกวันเลยเด้อ ทำให้ครบ 7 วันพอครบอาทิตย์ก็เริ่มใหม่ สู้ๆ นะ!
สวยให้ทันวันคอน! ทำยังไงให้สวยขึ้นใน 7 วัน! (เทคนิคดูแลผิวง่ายๆ)
0:36 Day 1 ทำความสะอาดรูขุมขน
0:50 ถ้าเป็นสิวอักเสบต้องทำยังไง?
1:20 Day 2 ผลัดเซลล์ผิว
1:56 Day 3 มาส์กหน้า
2:08 ผิวหน้าแต่ละแบบมาส์กหน้าแบบไหนดี
2:19 Day 4 เทคนิคดูแลผมให้สุขภาพดี ทำยังไงให้ผมเงางาม
2:58 Day 5 เทคนิคดูแลผิวกาย ทำยังไงให้ผิวนุ่ม
3:39 Day 6 เทคนิคดูแลริมฝีปาก สครับปากยังไง?
4:35 Day 7 เตรียมความพร้อม นอนให้พอ
อ่านบทความเต็มๆ
แจกสูตรสวยด่วนใน 7 วันก่อนวาเลนไทน์ (ฉบับสาวมัธยม)
ถ้าเตรียมตัวไม่ทัน จะมีทางลัดอะไรได้บ้าง?
http://bit.ly/37iSG9l
เด็กมัธยมมาส์กหน้ายังไง? มาส์กทุกวันได้มั้ย สูตรไหนดี
https://youtu.be/Pte1Lf5hiXo
เป็นสิวมาส์กหน้าได้มั้ย? (ใช้มาส์กสูตรไหนดี/เป็นสิวมาส์กหน้ายังไง?)
https://youtu.be/3GJATf7GCDU
ปากชมพูด้วย DIY โกโก้ลิปสครับ
https://youtu.be/adykLgEC0Tk
กด SUBSCRIBE + กระดิ่งเพื่อดูวีดีโอใหม่ๆ ก่อนใคร\r
https://www.youtube.com/user/nugirldekd?sub_confirmation=1\r
\r
อย่าลืมอัพเดททุกเรื่องไลฟ์สไตล์ของสาววัยรุ่นได้ที่\r
http://www.dekdnugirl.com\r
\r
______________________________________________________\r
\r
FOLLOW ME:\r
Instagram พี่จูเนียร์ : Juniorjoo\r
https://www.instagram.com/juniorjoo\r
\r
Instagram พี่แพรว : Mypastelgrey\r
https://www.instagram.com/mypastelgrey\r
\r
Instagram : NugirlDekd\r
https://www.instagram.com/nugirldekd\r
\r
NUGIRL Fanpage : www.facebook.com/nugirldekd

สวยให้ทันวันคอน! ทำยังไงให้สวยขึ้นใน 7 วัน! (เทคนิคดูแลผิวฉบับสาวมัธยม) | NUGIRL อะไรเล่า

สูตรพัฒนาตัวเองที่ไม่มีวันหมดอายุ


จิตวิทยาพัฒนาตันเองที่ไม่มีวันบูดเน่าใช้ได้ทั้งชีวิต

กดเข้ากลุ่มฟรี! เก่งขึ้นวันละ 1%!
https://www.facebook.com/groups/350505719845935
แจกฟรี! อีบุ๊ก 18 ความลับ!
เปลี่ยนคุณให้เป็นคนเจ้าเสน่ห์
[ทำยังไงให้ใครๆก็รักตั้งแต่แรกพบ]
👉https://lin.ee/iwazNnx
ฟังฟรี! จิตวิทยาการพูดชนะใจคน
👉https://www.youtube.com/playlist?list=PLfdtkwJb5cVr68FikXL1rVSYCpCn0vGle
กลุ่มฟรี! พูดพิชิตใจแบบจ้าวเสน่ห์!
👉https://www.facebook.com/groups/astcharismasecrets/
ติดตาม Exclusive Content ในช่องทางต่างๆได้ที่:
Line Official: https://lin.ee/iwazNnx
Facebook: https://www.facebook.com/Amazingstorytelling
Blockdit: https://www.blockdit.com/amazingstorytelling
▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃▃
ครองใจคน,วิธีชนะมิตรและจูงใจคน,วิธีการพูดนำเสนอ
,พูดอย่างไรให้น่าฟัง,สร้างเสน่ห์,เทคนิคการพูดโน้มน้าวใจ,การพูดพิธีกร,เทคนิคพูดให้น่าฟัง,พูดอย่างไรให้จับใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้คนชอบเรา,วิธีการพูดโน้มน้าวจูงใจ,พูดยังไงให้คนรัก,พูดอย่างไรให้คนเชื่อ,พูดอย่างไรให้คนคล้อยตาม,พูดในที่ชุมชน,พูดอย่างไรให้ชนะใจคนฟัง,พูดอย่างไรให้ผู้ชายหลง,พูดอย่างไรให้มีเสน่ห์,คุยอย่างไรให้ได้คบ,คุยอย่างไรให้ผู้ชายชอบ,คุยอย่างไรให้ผู้หญิงชอบ,คุยอย่างไรให้สนุก,คุยอย่างไรไม่ให้เบื่อ,เทคนิคคุยกับลุกค้า,เทคนิคพูดหน้ากล้อง,เทคนิคพูดขายของ,เทคนิคเล่าเรื่อง,เล่าเรื่องอย่างไรให้สะกดใจคน

สูตรพัฒนาตัวเองที่ไม่มีวันหมดอายุ

6 สิ่งที่ \”ผู้ชายมีเสน่ห์\” ไม่มีวันทำ | 99%ของคน จะมองว่าคุณ มีเสน่ห์ // FaRaDise


เคยไหม เจอคนๆนึง ที่คุณรู้สึกว่าเขา ดูโครตมีเสน่ห์เลย!! ทั้งๆที่เขาอาจจะไม่ได้หล่อ/สวยเท่าคุณ
แต่อะไรกันที่ทำให้คนๆนึงดูมีเสน่ห์ในสายตาของคนอื่น
วันนี้ผมจะมาบอก 6 สิ่งที่ \”คนมีเสน่ห์\” ไม่มีวันทำ
🔥SUBSCRIBE TO MY CHANNEL‼️https://www.youtube.com/faradise?sub_…
🔥FOLLOW ME ON SOCAIL MEDIA ‼️
OUR FACEBOOK PAGE ► @OfficialFaradise
MY FACEBOOK ► Chalermpong koykul
MY INSTAGRAM ► @iamchalermpong
🔥ติดต่องาน โฆษณา/สปอนเซอร์🔥
For Business ► [email protected]
คลิปอื่นๆเกี่ยวกับทรงผม‼️
เซ็ทผม \”3 สไตล์ ใน1ทรง\” กับ Hanz De Fuko \”Quicksand\” : https://bit.ly/2IClf7f
วิธี \”เลือกทรงผม\” ให้เข้ากับโครงหน้าของคุณ : https://bit.ly/2I7qKM9
10 ทรงผมสุด เท่และดูดี สำหรับ“นักเรียนชาย” : https://bit.ly/2KbjZLB
7 ทรงผมของผู้ชาย ที่ผู้หญิง\”ไม่ชอบ\” : https://bit.ly/2Zl1nwq
คลิปอื่นๆเกี่ยวกับ แฟชั่น‼️
เสื้อยืด ยี่ห้อไหนดีและคุ้มราคา ที่สุด : https://bit.ly/2MFAjX0
10 ไอเท็มที่ ผู้ชายทุกคนควรมี (ไม่มีวัน ตกเทรนด์) : https://bit.ly/2wOTlQ6
5 รองเท้า ที่ผู้ชายทุกคน \”ควรมี\” : https://bit.ly/2MHrQCL
วิธีเลือก \”แว่นกันแดด\” ให้เข้ากับโครงหน้า ใส่แล้วดูดี : https://bit.ly/2R8oUxs
How to: แต่งตัวสุดเท่ แบบ Beckham : https://bit.ly/2R87X6u
10 สิ่งผู้ชายทำ ที่ผู้หญิงมองว่า \”น่ากลัว\” : https://bit.ly/2RylPas
คลิปอื่นๆเกี่ยวกับ ความสัมพันธ์‼️
99% ของผู้หญิง \”จะเปลื่ยนใจ\” ถ้าคุณทำแบบนี้ : https://bit.ly/2IyKGIp
1 สิ่งที่จะทำให้ผู้หญิง \”ไล่ตาม\” คุณ : https://bit.ly/2x6XPBJ
สิ่งที่ผู้หญิง มองหาในตัวผู้ชาย : https://bit.ly/2KrkK3i
วิธีทําให้ผู้ชาย\”หลงเสน่ห์\” จนไม่มองคนอื่น : https://bit.ly/2KBvj4b

6 สิ่งที่ \

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูวิธีอื่นๆMAKEUP

ขอบคุณที่รับชมกระทู้ครับ วิธี ทํา ให้ ตัว เอง ดู ดี

Leave a Comment