[Update] สำรวจวัฒนธรรมพังก์ พลังแห่งเฟมินิสต์ และแฟชั่นที่เปลี่ยนแปลงโลกทั้งใบ ไปกับหนัง Cruella | แต่งตัว ฮิปปี้ – PINKAGETHAILAND

แต่งตัว ฮิปปี้: คุณกำลังดูกระทู้

และเพื่อให้การรับชม Cruella จาก Disney+ เปี่ยมไปด้วยอรรถรสมากยิ่งขึ้น (นอกจากความสนุกของเนื้อหา และการพลิกบทบาทมาเป็นสาวแสบแซ่บสะท้านทรวงของ เอ็มมา สโตน) เราจึงอยากชวนคุณมาส่องเชิงอรรถเกี่ยวกับ ‘วัฒนธรรมพังก์’ ที่แฝงอยู่ระหว่างบรรทัดของหนังเรื่องนี้ไปด้วยกัน

Cruella

 

Contents

สองนางในร่างเดียว สู่การ ‘ร้องคำราม’ ในยุคเปลี่ยนผ่านของสังคม

หนังเปิดเรื่องโดยเล่าถึงชีวิตตั้งแต่วัยเด็กของสาวน้อยผู้อาภัพที่อาศัยอยู่กับแม่เลี้ยงเดี่ยวเพียงลำพัง ความแปลกประหลาดของเธอนั้นเกิดขึ้นตั้งแต่ผมที่แบ่งออกเป็น 2 สี (คือขาวและดำ) อย่างเห็นได้ชัด รวมไปถึงบุคลิกที่แปลกแยกมาแต่ไหนแต่ไร ซึ่งทั้งหมดนั้นมักทำให้เธอเป็นที่เพ่งเล็งและโดนกลั่นแกล้งจากเพื่อนๆ ในโรงเรียนอยู่เสมอ

แม้ Cruella จะเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นก่อนการมาถึงของภารกิจลักพาตัวน้องหมาลายจุด 101 ตัว ที่วรรณกรรมเยาวชนต้นธารเรื่อง The Hundred and One Dalmatians (1956) ของ โดดี สมิธ (และหนังแอนิเมชันดัดแปลงในปี 1961) ได้บอกเล่าเอาไว้ แต่หนังปี 2021 เรื่องนี้กลับไม่ได้ยึดโยงยุคสมัยตามต้นฉบับ แต่กลับเลือกโฟกัสไปที่คาแรกเตอร์ ครูเอลลา เดอ วิล ในช่วงยุค 60-70 เพื่อให้สอดรับกับวัฒนธรรมที่กำลังเปลี่ยนผ่านอย่างชัดเจนที่สุด โดยใช้ตัวละคร ‘สองนางในร่างเดียว’ อย่าง เอสเตลลา และ ครูเอลลา นั่นเอง ซึ่งเอสเตลลาจะเปรียบได้ดั่งตัวแทน ‘ฝ่ายขาว’ ที่ต้องทุกข์ทนอยู่กับการถูกกดขี่ข่มเหง และเป็นภาพแทนของสังคมในยุคก่อนการเปลี่ยนแปลง ที่ผู้คนยังคง ‘เชื่อง’ ต่อระบบจารีตประเพณี และผู้หญิงยังเป็นเหมือนตัวแทนของเพศที่เรียบร้อยประดุจผ้าพับไว้

แต่แน่นอนว่า ไม่ใช่กับหญิงสาวสองบุคลิกนางนี้ เพราะในอีกด้านหนึ่ง ครูเอลลา คือตัวแทนแห่ง ‘โลกยุคใหม่อันมืดดำ’ ที่ความแสบสันและความร้ายกาจของเธอนั้น มีขึ้นเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคมโดยแท้ เมื่อเธอเลือกที่จะไม่ยอมจำนนต่อการคุกคามของนักเรียนชาย และพร้อมลุกขึ้นสู้ทันทีที่สบโอกาส

เฮเลน เรดดี 

 

“ฉันคือหญิงสาว ฟังฉันคำราม

ฉันเพิ่งพูดใช่ไหมว่า …ฟังฉันคำราม”

ถ้อยคำดังกล่าวในหนังที่บ่งบอกความเป็นตัวเธอนี้ มาจากบทเพลง I Am Woman ของ เฮเลน เรดดี ศิลปินสาวชาวออสเตรเลียที่มาเผชิญโชคในอเมริกาเมื่อช่วงปลายทศวรรษที่ 1960s และได้เขียนเพลงนี้ขึ้นมาเพื่อเรียกคืนศักดิ์ศรีและความเข้มแข็งของหญิงสาว จนมันได้กลายเป็น ‘เพลงชาติ’ ของสตรีเพศในยุคนั้น

โดยที่มาของเพลงนี้เกิดจากการที่เธอพยายามที่ไล่คว้าหาความฝันในฐานะศิลปินหญิง แต่ก็กลับโดนดูแคลนจากค่ายเพลงที่มองว่า ‘ศิลปินหญิงขายไม่ได้’ ในยุคที่ศิลปินชายยังคงเป็นใหญ่ และทรงอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมดนตรี ซึ่งการถูกกีดกันทางเพศอย่างรุนแรงนี้เอง ได้ทำให้เธอเขียนเพลงอมตะเพลงนี้ขึ้นมา เพื่อป่าวประกาศถึงทัศนคติที่เปลี่ยนแปลงไปแล้วของเพศหญิง และพวกเธอจะไม่มีวันยอมถูกสังคมชายเป็นใหญ่กดทับอีกต่อไป

หลังจากที่สังคมเปลี่ยนผ่านมาได้ไม่กี่ทศวรรษ เพลงนี้ก็กลับมาดังกระหึ่มอีกครั้งที่อนุสรณ์สถาน ลินคอล์น เมื่อเรดดีถูกเชิญให้มาขับร้องมันในการชุมนุมเรียกร้องสิทธิในการทำแท้งเสรีของสตรี Mobilize for Women’s Lives ปี 1989 ท่ามกลางผู้ชุมนุมประท้วงกว่า 150,000 ราย 

โดยวรรคทองในบทเพลงนี้ที่ว่า I Am Woman, Hear Me Roar / I Am Strong, I Am Invincible คือคำจำกัดความของครูเอลลา ที่พร้อมใช้พลังหญิงมาเปล่งประกายเฉิดฉายในสังคมหัวโบราณได้เป็นอย่างดี 

และนี่คือบทที่หนึ่งของการเป็น ‘ขบถ’ ของเธอ

หมายเหตุ : สามารถรับชมเรื่องราวของ เฮเลน เรดดี ได้ ในหนัง I Am Woman (2020)

หุ่นลองเสื้อที่ถูกแปลงโฉมด้วยกระดาษหนังสือพิมพ์ใน Cruella

 

จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของเอสเตลลา/ครูเอลลา สู่การกลายพันธุ์ของโลกแฟชั่น

หลังการจากไปของแม่จากอุบัติเหตุที่เธอเข้าใจว่ามีสาเหตุมาจากตัวเธอเอง เอสเตลลาก็ซ่อนตัวตนของครูเอลลาเอาไว้ในส่วนที่ลึกที่สุดตลอดกาล เธอคบกับเพื่อนผู้ใช้ชีวิตเร่ร่อน และเติบโตเป็นสาววัยรุ่นลักเล็กขโมยน้อยตามยถากรรม ซึ่งแม้จะแร้นแค้นทางโอกาส แต่ความฝันที่จะเป็น ‘ดีไซเนอร์’ ของเธอนั้นยังคงอยู่ตลอดมา 

ในที่สุด เอสเตลลาก็ได้ทำงานในห้างสุดหรู ที่ถึงจะถูกด้อยค่าจากการเป็นเพียง ‘พนักงานทำความสะอาด’ แต่เธอก็ยังพยายามเสนองานออกแบบชุด ไม่ว่าจะถูกกีดกันจากคนที่ไม่เห็นค่าของเธอสักกี่ครั้ง 

แต่แล้ววันหนึ่ง ความเมามายจากความผิดหวังก็ทำให้เธอจัดแจงแปลงโฉมหุ่นลองเสื้อในห้างหรู ให้กลายเป็นงานที่ฉีกกฎในทุกทาง ด้วยการหยิบจับกระดาษหนังสือพิมพ์มาจับจีบให้เป็นกระโปรง ซึ่งชุดสุดเฉี่ยวนี้เองที่ทำให้เธอได้มีโอกาสร่วมงานกับเจ้าแม่แฟชั่นผู้ทรงอิทธิพลของโลกในยุคนั้นอย่าง บารอนเนสส์ และความร้ายกาจของนายแม่ที่คอยพร่ำบอกว่า ตัวตนของเธอนั้นเลอเลิศที่สุดแล้ว ก็ช่วยปลุกให้ครูเอลลากลับคืนมาอีกครั้ง

ในช่วงเวลานั้นเอง ครูเอลลาก็เผยความเป็นขบถผ่านแฟชั่นที่แฝงนัยของการปฏิวัติวัฒนธรรมอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งด้วยการออกแบบเสื้อผ้าโดย เจนนี บีแวน -คอสตูมดีไซเนอร์ผู้คร่ำหวอดที่เคยคว้ารางวัลออสการ์สาขา ‘ออกแบบเครื่องแต่งกายยอดเยี่ยม’ จากหนังสองเรื่องที่แตกต่างกันอย่างสุดขั้วอย่าง A Room with a View (1986) และ Mad Max: Fury Road (2015)- ก็ทำให้ซีนสงครามแฟชั่นที่ประหัตประหารกันด้วยสไตล์ของโลกสองยุคใน Cruella ถูกถ่ายทอดผ่านคอสตูมออกมาได้อย่างจัดจ้าน โดยมีแรงบันดาลใจอันแรงกล้ามาจากเจ้าแม่แฟชั่นนอกคอกอย่าง วิเวียน เวสต์วูด -ที่ก็เป็นส่วนหนึ่งในจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของวัฒนธรรมพังก์ของสหราชอาณาจักร- อีกทอดหนึ่ง

ว่าแต่วัฒนธรรมพังก์ส่งอิทธิพลต่อโลกแฟชั่นอย่างไรบ้างนั้น เราควรเริ่มต้นจากการทำความรู้จักคำคำนี้ ผ่านสิ่งที่ชัดเจนที่สุดอย่าง ‘ดนตรีพังก์ร็อก’ (Punk Rock)

Cruella

 

วัฒนธรรมดนตรีสายพังก์ ที่พร้อมพังทลายค่านิยมโลกยุคเก่า

การถือกำเนิดของวัฒนธรรมพังก์ (Punk Culture) อาจเห็นเป็นรูปธรรมที่สุด จากการปรากฏตัวของวงดนตรีอย่าง Sex Pistols แต่เอาเข้าจริงแล้ว วัฒนธรรมดังกล่าวมีมาตั้งแต่ทศวรรษที่ 60 ผ่านการก่อกำเนิดของดนตรีแนว การาจร็อก (Garage Rock) จากฟากฝั่งอเมริกา 

มันคือบทเพลงดิบๆ ที่เปรียบเปรยการทำงานดนตรีผ่าน ‘อู่รถ’ ซึ่งในทางประวัติศาสตร์แล้ว การาจร็อกมาในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับ ร็อกแอนด์โรลล์ (Rock & Roll) / เซิร์ฟร็อก (Surf Rock) และ ไซคีเดลิกร็อก (Psychedelic Rock) หากแต่ในยุคแรกเริ่ม การาจร็อกยังคงอุดอู้อยู่กับแฟนเพลงเฉพาะกลุ่มเท่านั้น ซึ่งกลุ่มก้อนที่เล็กน้อยของมัน ล้วนแล้วแต่เป็น ‘วัยรุ่น’ ที่เริ่มไม่ศรัทธาในวิถีชีวิตและขนบสังคมเดิมๆ ภายหลังจากที่ประธานาธิบดีผู้เป็นความหวังเรืองรองอย่าง จอห์น เอฟ เคนเนดี ถูกลอบสังหาร และรัฐบาลส่งเด็กหนุ่มจำนวนมากไปรบที่เวียดนามในช่วงทศวรรษที่ 60 ซึ่งเหตุการณ์เหล่านี้ได้ทลายภาพ ‘ชีวิตอันสมบูรณ์พร้อมแบบอเมริกันชน’ ในสายตาพวกเขาลงอย่างราบคาบ

และอาวุธสำคัญที่เหล่าวัยรุ่นใช้ในการต่อต้านและโจมตีรัฐบาล ก็คือ ‘ดนตรี’ นี่เอง

โดยเฉพาะการโต้ตอบผ่านผลงานของวงดนตรีต่างๆ จากอังกฤษที่ถูกเรียกรวมกันว่าเป็น British Invasion ทั้งจากคณะ ‘สี่เต่าทอง’ หรือ The Beatles ที่เปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์โลกร็อกแอนด์โรลล์ไปตลอดกาล และจากซีนดนตรีร็อกอันแสนคึกคัก ซึ่งในเวลาต่อมา วงดนตรีหลายวงก็ปรับบีตของดนตรีให้ร้อนแรงยิ่งขึ้น ผ่านวงดนตรีอย่าง The Kinks, The Who, The Animals, The Yardbirds, Small Faces ไปจนถึง The Rolling Stones 

แม้กระทั่งดนตรี ‘อู่ร็อก’ หรือการาจร็อก ก็ยังถูกทำให้เกรอะกรังยิ่งขึ้น ผ่านดนตรีแนว โปรโตพังก์ (Proto-Punk) ที่พยายามเดินสวนทางกับความเข้ารูปเข้ารอยทางดนตรี ด้วยการปล่อยปละละเลยผลงานให้ไม่จำเป็นต้อง ‘เนี้ยบ’ มากในการบันทึกเสียง 

โดยที่บางอัลบั้มก็อัดขณะแสดงสดไปเลย เช่น Kick Out the Jams (1969) อัลบั้มประวัติศาสตร์ของคณะ MC5 แห่งเมืองดีทรอยต์ ที่ปิดห้องแกรนด์บอลรูม 2 คืนในช่วงวันฮัลโลวีนปี 1968 อัดกันดิบๆ เพื่อซึมซับความสดใหม่ ซึ่งอัลบั้มชุดนี้ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการเปิดหน้าประวัติศาสตร์ดนตรีร็อกสมัยใหม่ 

See also  [Update] วิธีแก้หัวเข่าดำ หัวเข่าด้าน ฉบับเร่งด่วน ทำง่ายๆด้วยวัตถุดิบใกล้ตัว | เข่า ดํา ทํา ไง - PINKAGETHAILAND

รวมไปถึงเหล่า อาร์ตร็อก (Art Rock) หัวก้าวหน้า ไม่ว่าจะเป็น The Velvet Underground หรือ The Doors ที่หันหลังให้กับเพลงรักประโลมโลกย์ และมุ่งหน้าทำเพลงที่ปลดปล่อยความเป็นปิศาจจากข้างใน ทั้งโลกของยาเสพติด, เซ็กซ์ ไปจนถึงความรักชอบพอในเพศเดียวกัน จนฝ่ายอนุรักษนิยมและสถานีวิทยุหลายแห่งต้องไล่แบนเพลง เพราะทนความสุดโต่งของเนื้อหากันไม่ไหว

ขณะที่ในอีกเมืองอย่างรัฐมิชิแกน ดนตรีโปรโตพังก์ก็สร้างความเดือดดาลผ่านวง The Stooges ที่ปฏิวัติทั้งการแสดงสดที่เน้นความดิบเถื่อน และการบันทึกเสียงที่นอกเหนือจากการใช้เครื่องดนตรีสามัญแล้ว อิกกี ป๊อป หัวหอกของวง ยังนำเครื่องครัว/เครื่องใช้ไฟฟ้ามาอัดเสียง เพื่อสร้างความแตกต่างถึง 3 อัลบั้ม คือ The Stooges (1969), Fun House (1970) และ Raw Power (1973) ซึ่งปฏิวัติและปฏิรูปแนวทางดนตรี จนเขาถูกขนานนามว่าเป็น ‘พ่อทูนหัวแห่งดนตรีพังก์’ ในกาลต่อมา

ในช่วงต้นทศวรรษที่ 70 ที่วิวัฒนาการทางดนตรีเริ่มแตกแขนง การแต่งกายก็ค่อยๆ ถูกพัฒนาจากชุดสูทในยุคร็อกแอนด์โรลล์ มาสู่แจ็กเกตหนังและชุดยีนส์ในยุคดนตรีการาจร็อก/โปรโตพังก์ เพื่อแสดงให้เห็นถึงความเข้มแข็งและแข็งกร้าวของแนวเพลง ก่อนจะแปรเปลี่ยนไปในทิศทางที่แฟชั่นดูมีคอนเซปต์ ‘จัดจ้าน’ มากยิ่งขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการไว้ผมยาว, การแต่งหน้าจัดเต็ม, การแต่งตัวด้วยแฟชั่นหลุดโลก ที่ผสมผสานความเป็นไซ-ไฟและการแสดงคาบาเรต์เข้าด้วยกัน 

ความมลังเมลืองของคอสตูมนี่เองที่นำมาสู่แนวทางดนตรียุคใหม่ในนาม ‘กลิตเตอร์ร็อก’ (Glitter Rock) จนถูกเปลี่ยนมาเป็น ‘แกลมร็อก’ (Glam Rock) ในภายหลัง โดยศิลปินผู้ริเริ่มแฟชั่นสายนี้ก็ได้แก่ เดวิด โบวี, T. Rex ไปจนถึง New York Dolls 

กระทั่งโลกดนตรีเริ่มอ้าแขนรับ ฮาร์ดร็อก (Hard Rock) ที่กลายมาเป็นงานเพลงกระแสหลัก ก็ไม่วายมีคนกลุ่มหนึ่งที่รู้สึกว่า “ดนตรีร็อกยุคนี้ช่างน่าเบื่อเสียเหลือเกิน เพราะดนตรีร็อกอันบริสุทธิ์กลับถูกแทนที่ด้วย ‘ความเชื่องของระบบทุนนิยม’ ซึ่งเสแสร้งแกล้งหนักแน่น แต่ความจริงนั้นแสนกลวงเปล่า จิตวิญญาณอิสรเสรีกำลังถูกกักขังและครอบงำด้วยความเนี้ยบของดนตรีร็อกแอนด์โรลอันล้าหลัง” โดยคำกล่าวทำนองนี้ออกมาจากปากของ จอห์น ฮอลสตรอม, เก็ด ดันน์ และ เลกซ์ แม็กนีล กลุ่มคนทำนิตยสารทำมือใต้ดินในชื่อ Punk เมื่อช่วงปี 1976 ที่เริ่มเบื่อซีนดนตรีร็อกที่ล้าหลัง พวกเขาจึงผลักดันวงดนตรีอเมริกันอย่าง Ramones ให้ขึ้นมีบทบาท 

อัลบั้มแรกของพวกเขาที่ชื่อ Ramones (1976) นับเป็นอัลบั้มที่ให้กำเนิดคำว่า Punk อย่างเป็นทางการ โดยเนื้อหาของเพลงในอัลบั้มนั้นก็สมกับคำจำกัดความนี้เสียเหลือเกิน นั่นคือการเวียนวนอยู่กับความรุนแรง, การเล่นยา, เซ็กซ์ ไปจนถึงการบูชาลัทธินาซี ผ่านการเล่นคอร์ดวนไปวนมา และการทำเพลงที่สั้นกระชับแบบรีบเล่น-รีบจบ — สิ่งเหล่านี้กลายเป็น ‘ไบเบิล’ ของดนตรีพังก์นับแต่นั้นเป็นต้นมา โดยมีเพลงอย่าง Blitzkrieg Bop เป็นเพลงมหาฤกษ์เบิกโรงซีนดนตรีนี้อย่างเป็นทางการ

แต่ถึงอเมริกาจะเป็นชาติที่ตัดริบบิ้นคำว่า Punk อย่างเป็นทางการ ทว่าทางฝั่งลอนดอน ประเทศอังกฤษ กลับทำให้พังก์กลายเป็นกระแสนิยมอย่างรวดเร็วและรุนแรง จากวงดนตรีวงหนึ่งที่ออกมาเขย่าโลกด้วยดนตรีที่เลอะเทอะและภาพลักษณ์บนเวทีที่ก้าวร้าว ซึ่งช่วยพลิกโฉมหน้าของวัฒนธรรมอังกฤษในแง่มุมต่างๆ ไปตลอดกาล — นั่นคือวง Sex Pistols

และแม้ว่า Never Mind the Bollocks, Here’s the Sex Pistols (1977) จะเป็นเพียงอัลบั้มแรกและอัลบั้มเดียวของวง แต่มันกลับกลายเป็นหมุดหมายทางประวัติศาสตร์ และยังเป็นช่วงเวลาอันแสนโกลาหลของประเทศ ในแบบที่วงดนตรีวงหนึ่งจะสามารถป่วนปั่นในระดับวัฒนธรรมได้ นับตั้งแต่การเล่นสนุกกับแนวคิดอนุรักษนิยมอันแสนคร่ำครึ ไปยันถึงราชวงศ์อังกฤษ ผ่านการใช้บทเพลงทรงอานุภาพอย่าง God Save the Queen ที่ช่วยชูธงให้วัฒนธรรมพังก์เข้ามาคัดง้างกับวัฒนธรรมเก่าๆ เหล่านั้น

จากปรากฏการณ์ดังกล่าว นอกจากเราจะต้องขอบคุณ Sex Pistols แล้ว เราก็อาจจะต้องขอบคุณย้อนไปถึง SEX -ร้านเสื้อผ้าสไตล์พังก์ที่ วิเวียน เวสต์วูด และ มัลคอล์ม แมคลาเรน ร่วมกันก่อตั้ง- ขึ้นมาด้วยกระมัง 

วิเวียน เวสต์วูด ยุค 70 (ภาพโดย Robin Laurance)

 

วิเวียน เวสต์วูด ขบถสาว ผู้เขย่าวงการแฟชั่น และสั่นสะเทือนสังคม

แม้ว่าแฟชั่นฮิปปี้ในยุคบุปผาชนเมื่อปลายทศวรรษที่ 60 จะสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลก แต่มันก็หาได้สั่นสะเทือนความคิดของเวสต์วูดไม่ 

เพราะนับจากความสนใจในบรรดางานศิลปะหัวขบถ ทั้งเสื้อผ้า, ดนตรี และศิลปะ ของสังคมหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เวสต์วูดและแมคลาเรนก็นำเอาความรักความชอบในองค์ประกอบทางแฟชั่นของแก๊งนักบิดมอเตอร์ไซค์เย้ยกฎหมาย จำพวกเครื่องหนัง, ซิป และหมุด มาใช้ในการเปิดร้านเสื้อผ้าอย่าง Let It Rock ในปี 1971 ก่อนจะเปลี่ยนชื่อมาเป็น Too Fast To Live, Too Young To Die ในปี 1973 ซึ่งก็สร้างความอื้อฉาวผ่านการสกรีนข้อความต่างๆ บนเสื้อยืด จนเคยถูกดำเนินคดีข้อหาลามกอนาจารมาแล้ว 

แต่แทนที่จะหยุดทำ พวกเขากลับดีไซน์ภาพลักษณ์ของร้านให้ดู ‘สุดโต่ง’ ยิ่งขึ้น จนร้านแห่งนี้กลายมาเป็นศูนย์รวมของเหล่าวัยรุ่นที่ชื่นชอบแฟชั่น, ดนตรี และไลฟ์สไตล์ในแบบพังก์ กระทั่งในปี 1974 ทางร้านก็เปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น SEX ซึ่งถือเป็น ‘จุดนัดฝัน’ ของว่าที่สมาชิกวง Sex Pistols ที่ช่วยผลักดันให้พวกเขาสามารถก่อร่างสร้างตัว จนกลายเป็นวงดนตรีอันลือลั่นแห่งยุค 70 ได้ในที่สุด

สไตล์ของเวสต์วูดในยุคที่พังก์กำลังเรืองรอง คือการหยิบจับ ‘ขยะ’ มาดัดแปลงให้กลายเป็นงานแฟชั่น แต่ขณะเดียวกัน ก็ตั้งคำถามในเชิงสุนทรียศาสตร์ด้วยว่า “ความงดงามที่แท้จริงนั้นคืออะไรกันแน่?” ผ่านการใช้เศษผ้าที่ถูกเย็บอย่างสะเปะสะปะ โดยเสื้อผ้าจากขยะและเศษผ้าที่ขาดวิ่นเหล่านั้น ได้ท้าทายระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์ของสังคมได้อย่างรุนแรงและเหนือชั้น

หมายเหตุ : สามารถรับชมเรื่องราวของ วิเวียน เวสต์วูด ได้ในสารคดี Westwood: Punk, Icon, Activist (2018)

ร้าน SEX ของเวสต์วูด

 

และด้วยแรงบันดาลใจจากวิเวียน เวสต์วูดนี่เอง เราจึงได้เห็นตัวละครครูเอลลาที่เป็นปฏิปักษ์ทางแฟชั่น โดยเริ่มต้นจากที่เธอได้ทำความรู้จักกับร้าน Second Time และร่วมมือกับเจ้าของร้านที่เป็น ‘เควียร์’ รังสรรค์ผลงานสุดล้ำ เพื่อนำไปป่วนงานแฟชั่นโชว์ของบารอนเนสส์ ด้วยแฟชั่นสไตล์ Garbage Truck Dress ที่นำเศษผ้าจำนวนมหาศาลที่ถูกตัดทิ้งอย่างไม่ไยดี มาเย็บเป็นชุดราตรีชายกระโปรงยาวที่มาพร้อมรถขยะ และกวาดต้อนสิ่งปฏิกูล ซึ่งมีความหมายแทน ‘ความคร่ำครึของโลกยุคเก่า’ ออกมาตีแผ่เสียให้สิ้นซาก

หรือจะเป็น Butterfly Dress ที่แทนที่ ‘การทำลายล้าง’ ซึ่งค่อยๆ บ่มเพาะความคับแค้นใจของคนรุ่นใหม่ที่ต้องการมีที่ทางเป็นของตัวเอง จึงค่อยๆ สร้างวัฒนธรรมในแบบของตนขึ้นมาต่อกรกับวัฒนธรรมเก่า โดยนิยามความถูกต้องดีงามขึ้นมาเสียใหม่ -ไม่ต่างจาก ‘ดักแด้’ ที่รอฟักตัว จนสามารถสยายปีกเป็น ‘ผีเสื้อ’ อันงดงาม- เพื่อสื่อว่าโลกยุคเก่านั้น ได้ถูกกลืนกินจนหมดสิ้นแล้ว 

กระทั่งการจัดปาร์ตี้แฟชั่นโชว์ปาดหน้างานอันแสนหรูหรา แต่ปลอมเปลือกของบารอนเนสส์ เพื่อเย้ยหยันความสวยหรูที่ขาดไร้ซึ่ง ‘จิตวิญญาณ’ ผ่านบทเพลง I Wanna Be Your Dog ของ The Stooges ก็ยังนับเป็นการตอกหน้าโลกใบเก่าได้อย่างเจ็บแสบไม่แพ้กัน

Cruella

 

เหล่านี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งใน ‘ความพังก์’ และ ‘การปฏิวัติโลกเก่า’ ผ่านแฟชั่นของหนัง Cruella ที่สั่นสะเทือนความเชื่อเก่าๆ ลงอย่างราบคาบ เพราะในโลกยุคปัจจุบันที่หลายสิ่งหลายอย่างได้ถูกรื้อสร้างและประกอบขึ้นใหม่ รูปแบบชีวิตที่เขาหลอกลวงมา-ในรูปของความสดใสไร้สารพิษและความเป็นระเบียบเรียบร้อย-ภายใต้กรอบสังคมที่บีบคั้นนั้น ถึงเวลาที่ต้องมลายหายไปให้สิ้น

และคนยุคเก่าควรรับฟัง/รับรู้ความคิดอ่านของคนยุคใหม่ เพื่อช่วยกันขับเคลื่อนโลกใบนี้ให้ก้าวไปสู่ ‘โลกใหม่’ ด้วยกันเสียที

[Update] ย้อนรอยประวัติศาสตร์แฟชั่น 5,000 ปีจากยุคอียิปต์จนถึงปัจจุบันแฟชั่นเปลี่ยนไปอย่างไรบ้าง | แต่งตัว ฮิปปี้ – PINKAGETHAILAND

พบกับซีรีส์ #VogueFashionClass จากโว้กประเทศไทย ซีรีส์ประจำที่อัดแน่นไปด้วยความรู้เบสิกเกี่ยวกับแฟชั่น ไล่ตั้งแต่เสื้อผ้า แอ็กเซสเซอรี่ ไปจนถึงความรู้ทั่วไปที่สายแฟไม่ควรพลาด สำหรับผู้ที่เริ่มต้นศึกษาแฟชั่น และแฟชั่นนิสต้าทั่วประเทศเซฟเก็บเป็นคลังความรู้และนำไปใช้ได้ตลอดกาล

     นิยามความสวยงามของร่างกาย ผิวพันธุ์ และแฟชั่นแต่ละยุคแต่ละสมัยย่อมไม่เหมือนกัน นั่นนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงเป็นพลวัตจากยุคสู่ยุค ครั้งหนึ่งเคยฮิตมาสู่ความเชย ครั้งหนึ่งความปังมาสู่ความเงียบ วิวัฒนาการความยิ่งใหญ่จนสามารถกำหนดเทรนด์ได้มีหลายปัจจัย ตั้งแต่พลังอำนาจทางตรงไปจนถึงสื่อแบบในปัจจุบัน เราอาจจะเคยนิยามแฟชั่นว่านั่นคือ ‘70s หรือ ‘80s วันนี้เราพาย้อนกลับไปตั้งแต่ 5,000 ปีก่อนตั้งแต่สมัยอียิปต์ว่าความสวยงามเชิงแฟชั่นตลอดหลายพันปีมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

See also  [Update] ไร้ขน – แตกในดอทคอม | ไร้ขน - PINKAGETHAILAND

Egyptian (3100-320 ปีก่อนคริสตกาล)

ภาพ: Courtesy of Brandแรงบันดาลใจต้นแบบชุดอียิปต์ที่ Elie Saab หยิบกลับมาทำใหม่
จิวเวลรี่เครื่องถักเครื่องทอ ชุดเดรสที่เป็นเอกลักษณ์ด้วยผ้าผืนยาวเป็นชุดเดรสชิ้นเดียวพร้อมเครื่องประดับช่วงคอและเอวที่ลักษณะคล้ายสายสะพายผูกเป็นหลัก โดยมีเฮดเดรสรูปทรงที่เราคุ้นตาประดับบนศีรษะเป็นการฟินิชลุคให้คนนึกถึงชาวอียิปต์โบราณตามอุดมคติ แต่บรรทัดฐานนี่ยึดถือตามชนชั้นกลางและสูงของสังคมเท่านั้นเพราะจารึกนั้นมีไม่มากที่จะเอ่ยถึงชนชั้นแรงงานและชุดของพวกเขาโดยเฉพาะ

ยุโรปยุคกลาง (ศตวรรษที่ 5 – 15)

ภาพ: World Historyชุดชนชั้นกลางและสูงในสมัยยุโรปยุคกลาง

ภาพ: Ada H-Tชุดผ้ากันเปื้อน
     ช่วงยุคที่ยาวนานหลักพันปีทำให้เสื้อผ้าเปลี่ยนแปลงไปได้พอสมควรแต่ก็ยังคงระบุได้ว่าอยู่ในช่วงยุคกลางนี้ ด้วยเหตุผลด้านความแตกต่างทางวัฒนธรรมและพื้นที่ย่อมส่งผลให้ชุดที่ออกมานั้นแตกต่างเช่นเดียวกัน ชุดของยุคกลางในยุโรปจึงกลายเป็นชุดเดรสที่มีรูปแบบทั้งเปิดไหล่ ปิดถึงช่วงคอ เนกไลน์แบบรูกุญแจสำหรับให้นม ไปจนถึงรูปแบบชุดดั่งเจ้าหญิง แต่มีอีกชุดหนึ่ง (เลื่อนสไลด์รูป 2) คือความเป็นเอกลักษณ์ของชาวบ้านยุคนั้นคือลักษณะเหมือนผ้ากันเปื้อนหรืออุปกรณ์กันเปื้อนเพื่อทำงานสะท้อนชีวิตอันตรากตรำของผู้ไม่ใช่ชนชั้นสูงในยุคนั้นได้อย่างชัดเจน

ยุค Elizabethan แห่งเกาะอังกฤษและยุค Rococo ในสไตล์ยุโรปและอเมริกัน (ปี 1550 – 1775)

ภาพ: Elizabethan Era England Lifeแฟชั่นสตรีชนชั้นสูงในยุคเอลิซาเบธ

ภาพ: Aurora Anneชุดเดรสสไตล์ Rococo แบบพระนาง Marie Antoinette
     ในช่วงยุคพระราชินีนาถเอลิซาเบธแฟชั่นออกมาในรูปแบบความอลังการอย่างเหลือล้นแอ็กเซสเซอรี่แบบเต็มที่กระโปรงรูปแบบทรงเอสู่กระโปรงที่มีความโป่งป่องที่ดันทรงไว้ มีการแหวกช่วงกลางเล็กน้อยเพื่ออวดลวดลายกระโปรงชั้นใน เนื้อผ้าส่วนใหญ่เป็นผ้าวูลทำจากหนังสัตว์เพื่อความอบอุ่นรวมถึงเนื้อผ้าภายนอกที่มีการใส่ลวดแทรกนูนเพื่อความสวยงามและที่เป็นเอกลักษณ์จริง ๆ คือเครื่องประดับรัฟเฟิลช่วงคอที่บ่งบอกว่านี่ล่ะยุคของเอลิซาเบธ ความงามเหล่านี้ส่งอิทธิพลต่อมาถึงยุคโรโคโค่ในแถบยุโรปและอเมริกาเหนือ ชุดเดรสแบบฉบับสุ่มนิด ๆ มีการเปิดเผยความสวยงามตรงช่วงคอและหน้าอกแสดงสัดส่วนความสวยงามของผู้หญิงมากขึ้น

ยุค Victorian และ Gibson Girl (ปี 1830-1900)

ภาพ: Le Marquis Bertrandชุดพร้อมคอร์เซตแบบวิกตอเรีย

ภาพ: Andréa Fagimแฟชั่นในลักษณะ Gibson จากโซนอเมริกา
     ในสมัยยุควิกตอเรียทรวดทรงในอุดมคติของผู้หญิงเริ่มเปลี่ยนไปจากชุดเรียบร้อยสวยงามของรีเจนซี่หรือกระโปรงสุ่มโครงกว้างแบบเก่าไม่ใช่ความสวยงามในอุดมคติอีกต่อไป กลายเป็นเซตคอร์เซตรัดเอวประกอบกับรูปร่างอวบแน่นในช่วงหน้าอกและบั้นท้าย นำมาสู่ชุดที่เราคุ้นตากันดีกับความเอวคอดของเสื้อแต่แฝงไปด้วยสัดส่วนที่เผื่อสำหรับหน้าอกปรับแต่งไปตามพื้นที่ ช่วงกระโปรงเป็นทิ้งชายจับระบายหลากหลายรูปแบบ หรือแม้แต่การทิ้งเลเยอร์ผ้ามาตรง ๆ ก็มีเช่นกัน รูปร่างในอุดมคติแบบนี้ส่งผลให้แฟชั่นในอเมริกามีบรรทัดฐานเรียกว่ากิบสันเกิร์ล ภาพอันโด่งดังที่คนยึดถือเป็นแม่แบบทั้งทางแฟชั่นและรูปร่าง จนชุดที่มีลักษณะช่วงไหล่ยกขึ้นเล็กน้อย ชุดกระโปรงหรือเดรสที่คงไว้ซึ่งการคอดของเอวราวกับใส่คอร์เซตแต่ปรับสัดส่วนนิดหน่อยให้ดูสบายมากขึ้นตามแบบฉบับอเมริกัน

ยุค ‘20s และ Flapper Dress (1920s)

ภาพ: Catwalk Yourselfเหล่าสาว ๆ กับแฟชั่นสไตล์ยุค 1920s
ยุค 1920 ความรุ่งโรจน์ทางการออกแบบแฟชั่นมีให้เราเห็นจากอิทธิพลของแบรนด์ Chanel ที่สร้างสรรค์ชุดแฟลปเปอร์เดรสสุดคลาสสิก รูปแบบของเสื้อผ้าจะโน้มเอียงไปในทิศทางเดียวกันอิงจากร่างกายในอุดมคติของสาว ๆ ที่ต้องแบนเป็นกระดานส่วนเว้าส่วนโค้งไม่มากนัก ทำให้ชุดต่าง ๆ ถูกออกแบบมาแบบไม่เปิดเผยเน้นรัดทรวดทรงมากนัก ชุดส่วนมากจะเป็นแขนกุดหรือแขนยาวโดยมีกระโปรงที่ยาวระดับเข่าเป็นองค์ประกอบหลักของชุด สะท้อนถึงชุดที่สามารถเดินอวดโฉมตามท้องถนนในขณะที่ปรับเปลี่ยนดีไซน์และเนื้อผ้าเล็กน้อยก็สามารถเต้นบนฟลอร์ได้อย่างพลิ้วไหว…

ยุค ‘30s / The Hollywood Starlets (1930s)

ภาพ: Amera Boyชุดเดรสยาวสุดหรูหราสไตล์ฮอลลีวู้ด

ภาพ: Glamour Dazeชุดสำหรับช่วงกลางวัน

ภาพ: OldCutsรองเท้าเสริมส้นที่นิยามในสมัยช่วงปี 1932-1939
     ความรุ่งเรืองของวัฒนธรรมฮอลลีวู้ดตั้งแต่ช่วงปลายยุค ‘20s เป็นต้นมามีอิทธิพลถึงช่วงยุค ‘30s ยาวไปจนถึง ‘40s เลยด้วยซ้ำ ชุดเดรสยาวมีความอู้ฟู่หรูหราประกอบกับเครื่องประดับช่วงคอที่เสริมแต่งให้ชุดนั้นดูเลอค่าขึ้นไปอีกระดับเป็นการตั้งบรรทัดฐานของแฟชั่นยุคสมัยนั้นอย่างเห็นได้ชัด แต่มันไม่ได้ทั้งหมดเพราะชุดเหล่านี้โดดเด่นแต่ในแสงไฟและช่วงเวลากลางคืน หากมองย้อนกลับไปดูจริง ๆ ชุดอีกรูปแบบหนึ่งคือชุดค่อนสั้นค่อนยาวหรือจะเป็นชุด 2 ส่วนแบ่งกระโปรงและแจ๊กเก็ต เพิ่มดีเทลตรงช่วงเอวด้วยเข็มขัดและสร้างเอกลักษณ์เฉพาะบุคคลด้วยหมวกที่สไตลิ่งการใส่แบบเอียงนิด ๆ ทั้งหมดรวมกันก็จะกลายเป็นสาว ‘30s ที่สมบูรณ์ และถ้าจะสมบูรณ์ที่สุดห้ามลืมรองเท้าออกซ์ฟอร์ดเสริมส้นเด็ดขาด

ยุค ‘40s / สงครามโลก (1940s)

ภาพ: Blue 17 Vintage Clothingแฟชั่นยุคนั้นกับเสื้อเชิ้ตไหล่กว้างและกระโปรงทรงเอ

ภาพ: Fashion in American Historyแฟชั่นสไตล์ทหารแบบฉบับสุภาพสตรี
     แฟชั่นสมัยยุค ‘40s อาจจะดูแข็งกระด้างไปสักนิดหากเทียบกับเดรสรูปแบบต่าง ๆ หรือไม่ก็การมิกซ์แอนด์แมตช์เนื้อผ้าความพลิ้วไหวที่สะท้อนถึงความเฟมีนีน กรอบของสังคมที่มุ่งเน้นความเข้มแข็งแฟชั่นก็ย่อมเปลี่ยนตามไหล่กว้างตรงหรือที่เรียกว่า “Strong Shoulders” ถูกพัฒนาลงในเสื้อเชิ้ตของผู้หญิง ประกอบกับกระโปรงยาวเลยเข่าทรงเอปลายพลีตและปลายเรียบแล้วแต่สไตล์ รองเท้ายังคงเป็นส้นแบบยุค ‘30s แต่ที่เพิ่มเติมและเห็นว่าขาดไม่ได้เลยแค่ลุคทหารของสุภาพสตรี กำลังพลทหารผู้ชายไม่เพียงพอเสมอไป ฉะนั้นการคัดเลือกผู้หญิงเข้ามาเป็นทหารในหลาย ๆ ฝ่ายทำให้เกิดแฟชั่นของยุคทหารและส่งต่อมาเป็นแฟชั่นเน้นฟังก์ชั่นสำหรับกรอบแฟชั่นยุคนั้นไปโดยปริยาย

New Look (1947)

ภาพ: Serge Balkin, Vogue New Look ในหนังสือโว้กอเมริกาปี 1947
พูดถึงแฟชั่นแต่จะไม่พูดถึงสิ่งที่ปฏิวัติให้แฟชั่นกลับมายิ่งใหญ่และเต็มไปด้วยสีสันอย่าง “New Look” ฝีมือของ Christian Dior ไม่ได้ ด้วยลักษณะของสังคมที่เผชิญสงครามนานหลายปีทำให้เสื้อผ้าและความสร้างสรรค์ผ่านมุมมองทางศิลปะเสื้อผ้าไม่ถูกให้ความสำคัญ แต่คริสเตียนบอกไม่! เขาสวนกระแสด้วยการปล่อยชิ้นงานที่ใช้ทั้งเวลา ความซับซ้อน เงินทุน รวมถึงเทคนิคมหาศาลเพื่อสร้างสรรค์ชุดนี้เพื่อปลุกชีวิตแฟชั่นอีกครั้งหลังจากเสียชีวิตนอนกองไปกับซากศพทหารและพลเรือนหลักล้าน นี่คือเทรนด์แฟชั่นที่ชุบชีวิตวงการอย่างแท้จริง

ยุค ‘50s (1950s)

ภาพ: Merv Ballardชุดจาก Dior ที่นำเอาซิลูเอตฮิตของช่วงปี 1950 มาตีความใหม่และใส่เอกลักษณ์ความเป็นตัวเอง

ภาพ: Vintagedancer.comFlat Shoes ที่เข้ามามีบทบาทกับแฟชั่นผู้หญิงยุคนี้
     หลังจากที่ “New Look” พลิกเส้นทางของแฟชั่นทุกสาย ช่วงยุค ‘50s อิทธิพลของลุคใหม่จากห้องเสื้อชื่อดังของฝรั่งเศสแพร่กระจายไปทั่ว คนเริ่มหันกลับมาให้ความสำคัญแฟชั่น ยุคนี้เองเหมือนแฟชั่นความซับซ้อนเกิดขึ้นอีกครั้ง ซิลูเอตแบบวิกตอเรียทั้งกระโปรงยาวบาน เสื้อปักเย็บ bodice รัดหน้าอก แต่เพิ่มเติมด้วยเสื้อที่สามารถปรับเปลี่ยนจากเกาะอกสมัยโบราณสู่เสื้อรูปแบบต่าง ๆ ราวกับนี่คือการเริ่มต้นของแฟชั่นยุคสมัยใหม่หลังสงครามจนตอนนี้ชุดเดรสเหล่านั้นกลายเป็นบรรทัดฐานและแรงบันดาลใจให้กับแฟชั่นมาตลอดหลักร้อยปีนับตั้งแต่ยุควิกตอเรีย รองเท้าแฟลตหรือส้นเตี้ยก็ได้รับความนิยมมากขึ้นยุคนี้รู้จักแมตช์ชุดกับความเรียบง่ายของรองเท้าแต่ซ่อนไปด้วยความประณีตก็หรูหราเลอค่าเหนือคำบรรยายได้

ยุค ’60s / Space Age / Jackie (1960s)

ภาพ: Vintagedancer.comชุดเดรสสีสันสดใสแบบฉบับยุค 1960s

ภาพ: WWDJohn Glenn กับเสื้อผ้าแบบอวกาศสะท้อนความนิยม Space Age สมัยนั้น

ภาพ: Time MagazineChanel Suit ในปี 1961
     เดรสสั้นเรียง่ายชุดเดียวสวมพร้อมรองเท้าแฟลตคงเป็นอะไรที่คุ้นตาสำหรับการเป็นตัวแทนแฟชั่นยุคนี้เป็นอย่างดี เพิ่มเติมรายละเอียดคือสีสันของชุดที่สดใสพร้อมลายพิมพ์บ้างบางส่วนประกอบกับรองเท้า Mary Jane และถุงน่องสีขาวชวนให้นึกถึงสไตล์ยุคนี้ แต่ที่เห็นเด่นชัดจริง ๆ คืออิทธิพลการแต่งตัวสไตล์ “Chanel Girl” ในแบบฉบับของ Jackie Kennedy สตรีหมายเลข 1 ของสหรัฐฯ ผู้เซตเทรนด์แฟชั่นมานักต่อนักตั้งแต่ผ้าพันคอ เสื้อแจ๊กเก็ตและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่ที่ขาดไม่ได้คือยุคเฟื่องฟูของยานยนต์อวกาศช่วงสงคามเย็น แฟชั่นก็ตามกระแสนี้ไปจนเกิดเป็นลุคแบบฟิวเจอริสติกในแบบฉบับ 50 กว่าปีที่แล้ว ถ้าเรามองกลับไปมันอาจจะดูตลกสักเล็กน้อยแต่ในเชิงความสร้างสรรค์นี่คือการพลิกหน้าประวัติศาสตร์

ยุค Hippies / ‘70s (กลางยุค ‘60s ถึง ‘70s)

ภาพ: Fashion in American Historyโททัลลุคสีฟ้าของผู้หญิงที่แมตช์ชุดจากทั้งกางเกงและกระโปรงแตกต่างกันไป

ภาพ: Libaifoundation.Org Image Fashionการแต่งตัวสไตล์ฮิปปี้
     โฟกัสไปที่แฟชั่นทางฝั่งอเมริกาในยุคนี้ที่เป็นสัญลักษณ์เรียกร้องสันติภาพความสงบเรื่องสงครามเวียดนาม วัยรุ่นหญิงชายออกมาเดินขบวนและใช้ชีวิตวิถีที่เรียกว่า “ฮิปปี้” รวมถึงแฟชั่นก็ฮิปเช่นกันเสื้อสบาย ๆ กางเกงลายเพสลีย์ เครื่องประดับหนัง เชือก ขนนก และอื่น ๆ สร้างลุคอันน่าจดจำให้กับยุคนี้ นอกจากเรื่องสันติแล้วยังมีเรื่องของ “สิทธิ์” เข้ามาเกี่ยวข้องอย่างหนักในยุคนี้ ผู้หญิงจะมีรูปร่างแบบใดหรือแต่งกายแบบใดก็ได้ไม่ใช่ยุคที่ใครจะมานิยามอีกแล้ว ถึงแม้ว่ากางเกงจะถูกสวมโดยผู้หญิงมาตั้งแต่ยุค ‘60s แต่บทบาทจริงจังเกิดขึ้นในยุคนี้ที่ผู้หญิงสามารถสวมทั้งกระโปรงและกางเกงอย่างไม่ผิดแปลก กางเกงขาบาน ขากระดิ่ง สร้อยมุก และสีสันฉูดฉาดสดใส แบบที่ Alessandro Michele นำกลับมาเป็นแรงบันดาลใจทำ Gucci ภายใต้การกุมบังเหียนของเขา และนี่เองคือยุคที่ถูกผลิตซ้ำพร้อมทั้งตีความใหม่เยอะที่สุดในไทม์ไลน์แฟชั่นโลก

ภาพ: retrowaste.comลุคสปอร์ตและแอกทีฟแวร์ซึ่งกลายเป็นที่นิยมตั้งแต่ช่วงต้นยุค

ภาพ: Telegraph UKPower Suit แบบฉบับของยุค ‘80s ที่กลับมาเป็นที่่นิยมในยุคนี้อีกครั้ง
     วัฒนธรรมฟิตเนสเกิร์ลและการเล่นกีฬาส่งผ่านอยู่ตลอดทั้งทศวรรษโดยมี Jane Fonda เป็นผู้บุกเบิก มันไม่ใช่แค่เรื่องของร่างกายที่ต้องฟิตปั๋งสมเป็นนักกีฬาหรือผู้ใส่ใจในรูปร่างและสุขภาพ แต่มันส่งผลถึงเรื่องของแฟชั่นเช่นกันเพราะสปอร์ตแวร์หรือที่เราเรียกว่าชุดแอโรบิกมามากในยุคนี้ สังคมหล่อหลอมให้ใคร ๆ ก็อยากสุขภาพดีจึงกลายเป็นเทรนด์แฟชั่นในทุกมุมมอง แต่แน่นอนว่าแฟชั่นตลอด 10 ปีมันอาจจะไม่ได้มีแค่รูปแบบเดียว Balenciaga ผ่านฝีมือการออกแบบของ Demna Gvasalia คือไทม์แมชชีนที่พาเราย้อนกลับไปในยุค ‘80s อีกมุมมองหนึ่ง “Power Dressing” คือคำนิยามของเสื้อไหล่กว้างทรงใหญ่โอเวอร์ไซส์นิดหน่อยตามแบบฉบับที่เราคุ้นตากันดีในแฟชั่นที่ถูกปรับเข้ากับสตรีตแวร์ในปัจจุบัน ใครอยากเท่ใครอยากปังแฟชั่นยุค ‘80s ก็เป็นต้นตอสำคัญของเทรนด์แฟชั่นตลอด 30 กว่าปี

See also  [Update] เปิดกรุ 9 เซรั่มตัวเด็ด เติมน้ำให้ผิวอิ่มฟู เด้งกระชับ..ตัวไหนเริ่ดมามุง | เซ รั่ ม สิว - PINKAGETHAILAND

 
ยุค Minimalist / Casual Chic / Music-Based (1990s)

ภาพ: Fashion Gumเดรสตัวจิ๋วสีสันสดใสจากช่วงกลางยุค ‘90s

ภาพ: Little Earthly Thingsเสื้อครอปแบบฉบับจากยุคนี้แท้ ๆ

ภาพ: Who What Wear UKเสื้อยืดกางเกงยีนส์ลุคสบาย ๆ ที่วิ่งกลับสู่ความมินิมอล
     อิทธิพลจากยุค ‘80s ยังส่งอิทธิพลสปอร์ตแวร์จนถึงยุค ‘90s เพราะเสื้อผ้าสบายเหมาะแก่การออกกำลังกายยังเป็นที่นิยมอยู่ แต่เทรนด์นี้ก็มาตีคู่กับกระแสซูเปอร์โมเดลต่าง ๆ ที่นอกรันเวย์ก็แต่งตัวสไตล์มินิมอลเหมือนคนปกติทั่วไป ประกอบกับอิทธิพลดนตรีอัลเทอร์เนทีฟร็อกที่พลิกผันโฉมแฟชั่นมาสู่การแต่งกายง่าย ๆ ด้วยเสื้อยืดกางเกงยีนส์ เสื้อลายตารางและเสื้อครอปสำหรับผู้หญิงอวดความเซ็กซี่ในแบบ “Casual Chic” และกลางยุคยังมีแพตเทิร์นการใส่เดรสสายเดี่ยวตัวจิ๋วออกมาเป็นกระแสและเหล่ามินิเดรสที่ดูผ่อนคลายกว่าแต่ก่อนยังคงได้รับความนิยมอยู่จนถึงปัจจุบัน

ยุค 2000s

ภาพ: Daily Mirrorแต่งตัวสไตล์เท่ ๆ ในยุค 2000s

ภาพ: LilVanderRoheการแต่งกายของศิลปินนักร้อง

ภาพ: Isabel Vargasการสวมชุดชั้นในไว้เป็นเลเยอร์ด้านนอก
     ในยุคนี้แฟชั่นมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งฮิปฮอปเองหรือแม้แต่กระแสอัลเทอร์เนทีฟร็อก รวมถึงถึงเพลงป๊อปก็มาไม่ขายสาดฉะนั้นแฟชั่นจึงเป็นเรื่องที่นิยามยากขึ้นในยุคนี้ แต่ที่เรากำลังจะพูดถึงคือไอเท็มที่สอดแทรกเข้าไปอยู่ในทุกแขนงการแต่งตัวนั่นก็คือยีนส์หรือเสื้อผ้าเดนิมซึ่งมีบทบาทอย่างมากในยุคนี้ ต้องบอกว่ามีตั้งแต่กางเกงเอวต่ำ กระโปรงตัวจิ๋ว เสื้อสายเดี่ยวและอื่น ๆ อีกมากมาย แต่เนื้อผ้าที่นิยมที่สุดก็หนีไม่พ้นยีนส์อยู่ดี ถ้าเราจะนิยามตลอด 10 ปีของยุคสมัยนี้แบบคำเดียวอยู่คงต้องบอกว่า “Denim Era”

     ในปัจจุบันมีความหลากหลายของแฟชั่นอย่างมากแต่ส่วนใหญ่ล้วนนำสิ่งเก่ามาตีความใหม่ให้ทันยุคสมัยมากขึ้น ทั้ง Power Dressing จากยุค ‘80s ที่เล่นรายละเอียดความแข็งแกร่งเพิ่มความแมสคิวลีนสมกับที่ผู้หญิงมีความเท่าเทียมชายในยุค 2019 นี้ประกอบการแมตช์เสื้อผ้าเข้ากับสไตล์สตรีตที่มีความขบถนิด ๆ ได้อย่างลงตัว

ส่วนจากปี ‘70s ก็ถูกตีความใหม่โดยเฉพาะจาก Gucci ที่หยิบเอาสีสันและซิลูเอตบางอย่างมาทำใหม่ทำให้กลายเป็น Modern ‘70s ที่ดูล้ำสมัยไปเลย อีกทั้ง ‘90s ก็ยังมีให้เห็นเช่นกันความไหล่โป่งพองจาก Givenchy ปัจจุบันแฟชั่นกระแสหลักมันไม่ได้มีแบบเดียวอีกต่อไป เหตุเพราะอิทธิพลสื่อในรูปแบบต่าง ๆ คนเข้าถึงความชอบตัวเองและสร้างจุดยืนความเป็นปัจเจกได้มากขึ้น เราตัดสินคนไม่ได้แบบ 100 เปอร์เซ็นต์อีกต่อไปว่าอันไหนอินอันเอาต์

เพราะสุดท้ายยุค 2019 แฟชั่นคือความชอบส่วนบุคคลที่บ่งบอกถึงลักษณะของปัจเจกอย่างชัดเจน “คาแรกเตอร์ถูกสร้างโดยภาพลักษณ์ และภาพลักษณ์ก็ถูกสร้างโดยมนุษย์คนหนึ่ง” วลีนี้บ่งบอกได้อย่างดีว่าเราไม่ได้กลืนไปกับความทันสมัยในเทรนด์แฟชั่น เพราะเราลุกขึ้นเป็นในแบบของเราสตรีต ซาร์ทอเรียล สาวหวาน เผ็ดแซ่บ ไม่ว่าอะไรก็แล้วแต่ทุกคนมีที่ยืนในสังคมทั้งหมด


ฮิปปี้ ! คืออะไร ( Hippie )


หลายคนคงเคยได้ยิน คำว่าฮิปปี้ ผมใช้ชีวิตคลุกคลีกับเพื่อนคนไทยและฝรั่งที่เป็นฮิปปี้ รวมทั้งหาข้อมูลศึกษาจากหนังสือหลายๆเล่ม วันนี้ผมมาอธิบาย!

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูเพิ่มเติม

ฮิปปี้ ! คืออะไร ( Hippie )

OHANA Special : บุกงานเเต่งพี่ชายสุดฮิปปี้ และสวนน้ำสุดบันเทิง


OHANA Special พาเที่ยวงานเเต่งพี่ชายที่แปลกเเวกไม่เหมือนใคร เเละสวนน้ำเเสนบันเทิงสไตค์ OHANA

[ติดต่องาน รีวิว โปรโหมด ohana]
Email: [email protected]
Tel: 0957768453

วีดีโอนี้ทำมาเพื่อความบันเทิง เด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี ควรได้รับคำแนะนำ

[อยากได้เสื้อ ohana สั่งซื้อได้ที่ เพจ ohana shop]
เพจ ohana shop
https://www.facebook.com/ohanashopofficial/?ref=br_rs

[พูดคุยสอบถาม]
เพจ ohana
https://www.facebook.com/ohanaclip/?fref=ts

IG ohana : ohana.ig

[ติดตามนักแสดง ohana]
ปกป้อง ohana
https://www.facebook.com/Pongni?fref=ts
อู๊ด ohana
https://www.facebook.com/ramses.depharaoh
เดอะมีน ohana
https://www.facebook.com/RasTaOlD
IG : themeen.ohana
อาร์ม ohana
https://www.facebook.com/manasawee.thaingtham
IG : arm.ohana
บิ๊ก ohana
https://www.facebook.com/pongsakorn.ponpadaeng?fref=ts
IG : biggy.anaho

ดิ๊ว ohana
https://www.facebook.com/profile.php?id=100002338312381
IG : dewohana
ซาบอล ohana
https://www.facebook.com/sixtysnazzy
IG : saballbulletroses

OHANA Special : บุกงานเเต่งพี่ชายสุดฮิปปี้ และสวนน้ำสุดบันเทิง

แต่งตัววินเทจยังไง? ให้ \”ฝรั่งทักทั้งตลาดใน อเมริกา\” !!! 🔥🔥🔥 (เปื่อยDay) Los Feliz Flea Market


ติดต่อโฆษณา : https://www.facebook.com/boringdayinla
Instagram : boring_shirt
แวะมาดูเสื้อวินเทจ ได้ที่
Instagram : boring_shirt
IG แก๊งเปื่อยday
@tumxpv
@fairladyzz
@just.oak
@top_ngernbundansuk
Credit
กำลังมาแรง ( เช็ก ปั้ม บั้ม )โครตตื๊ดฮิตเปิดในผับ สายย่อ ต้องจัด 2018 !!! [ TA REMIX ]
เปื่อยDay คนไทยในอเมริกา เสื้อวินเทจ

แต่งตัววินเทจยังไง? ให้ \

How-to : แต่งตัว Vintage 90s ให้ดูดีและมีสไตล์ | FaRaDise


Style Vintage 90s ก็กลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งน่ะครับในช่วงนี้ และเป็นStyleนึงเลยที่หลายๆคนชอบ ด้วยความคลาสิค สบายๆ ชิวๆ ของมัน
วันนี้ผมอยากที่จะมาทำคลิป แต่งตัว Vintage 90s ยังไงให้ดูดี เท่ และเข้ากับคุณมากที่สุด

🔥SUBSCRIBE TO MY CHANNEL‼️https://www.youtube.com/faradise?sub_…
🔥FOLLOW ME ON SOCAIL MEDIA ‼️
OUR FACEBOOK PAGE ► @OfficialFaradise
MY FACEBOOK ► Chalermpong koykul
MY INSTAGRAM ► @iamchalermpong
🔥ติดต่องาน โฆษณา/สปอนเซอร์🔥
For Business ► [email protected]
For Business ► Facebook: chalermpong koykul
Music:
Dreams by Joakim Karud https://soundcloud.com/joakimkarud
Creative Commons — AttributionShareAlike 3.0 Unported— CC BYSA 3.0
http://creativecommons.org/licenses/b…
Music promoted by Audio Library https://youtu.be/VF9_dCo6JT4

How-to : แต่งตัว Vintage 90s ให้ดูดีและมีสไตล์ | FaRaDise

สอนผู้ชายแต่งตัววินเทจvsเรโทรต่างกันยังไง @Maxed Out Style


ดูจบแล้วก็อย่าลืมเอาเสื้อผ้าเก่าๆของคุณพ่อคุณแม่มาลองใส่ใหม่ในสไตล์ของเรานะครับ มิกซ์แอนด์แมทช์ดีๆมันก็ได้อยู่นา
สามารถติดตามแม็กซ์ได้ตามช่องทางนี้เลยครับ
facebook : https://www.facebook.com/maxedoutstyle/
instagram : https://www.instagram.com/maxedout_st…
: https://www.instagram.com/maxdetter_/…
ติดต่องาน สอบถามรายละเอียด
โทร 0656699946

สอนผู้ชายแต่งตัววินเทจvsเรโทรต่างกันยังไง @Maxed Out Style

นอกจากการดูบทความนี้แล้ว คุณยังสามารถดูข้อมูลที่เป็นประโยชน์อื่นๆ อีกมากมายที่เราให้ไว้ที่นี่: ดูบทความเพิ่มเติมในหมวดหมู่MAKEUP

ขอบคุณมากสำหรับการดูหัวข้อโพสต์ แต่งตัว ฮิปปี้

Leave a Comment